![]() |
![]() |
||
ธรรมสุภาษิตจากพระอาจารย์ ท่านพุทธทาสภิกขุ คนมีใจเดินต่ำ มนุษย์มีใจเดินสูงขึ้น แล้วจะไม่ต่างกันยิ่งกว่าฟ้าและดินซึ่งหยุดอยู่เฉยๆ ได้อย่างไร การมีธรรมะ แท้จริงก็คือสามารถดำรงตนอยู่เหนือปัญหาหรือความทุกข์ทั้งปวง ไม่เกี่ยวกับปริญญาบัตร พิธีรีตรองหรือหลักปรัชญาชนิดฟิโลโซฟีใดๆ จะมีสติสัมปชัญญะสมบรูณ์ที่สุดนั้น จะต้องมีวิธีฝึกไปในทางที่จะคอยเฝ้ากำหนดการเกิดขึ้น ตั้งอยู่ดับไปของเวทนา สัญญาและวิตก อนาคตคือความฝัน ปัจจุบันคือภาพมายา อดีตคือปัญหาที่สะสมไว้ พระอรหันต์จึงอยู่เหนือความหมายของเวลา จงตายให้ดี มีศิลป์ที่สุด คือตายอย่างรู้สึกว่าไม่มีใครตาย มีแต่สิ่งปรุงแต่งเปลี่ยนไป เรื่อง กรรม ที่ถูกต้องแท้จริงในพระพุทธศาสนาคือ เรื่อง กรรมไม่ดำไม่ขาว เป็นที่สิ้นสุดแห่งกรรมดำกรรมขาว คือ เหนือดีเหนือชั่ว เหนือบุญเหนือบาป เหนือสุขเหนือทุกข์ เป็นไปเพื่อนิพพานส่วนเดียว เพียงแต่สอนว่า ทำดี-ดี ทำชั่ว-ชั่ว นั้นยังมิใช่ของพระพุทธเจ้าแท้ เพราะมีสอนกันอยู่ก่อนพุทธกาล แต่ก็ยังคงเรียกว่า กรรมวาที ได้เหมือนกัน เป็นเรื่องกรรมครึ่งเดียวไม่สมบรูณ์ ถ้าใครสามารถเอาความรู้เรื่อง อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เข้ามากำกับอยู่กับชีวิตประจำวันแล้ว คนนั้นได้ชื่อว่า มีเชื้อต้านทานโรคสูงสุด แล้วอารมณ์รูป เสียง กลิ่น รส นั้นจะไม่เกิดเป็นพิษขึ้นมาได้ เราจะมีอยู่ เป็นอยู่อย่างมีความเกษม จิตที่คิดจะให้ นั้น มันสูงกว่าจิตที่คิดจะเอา อย่าอยู่ด้วยความหวัง แต่อยู่ด้วยสติปัญญา สติปัญญารู้ว่า ควรทำอะไรก็ทำ อย่าไปหวัง ทำให้มันถูกต้อง ผลมันมาเอง ไม่ต้องหวังให้มันกัดหัวใจ หวังเมื่อไหร่ มันกัดหัวใจเมื่อนั้น อย่าอยู่ด้วยความหวัง แต่อยู่ด้วยความถูกต้อง ของการประพฤติการกระทำ คนเราทุกคนมีร่างกายซึ่งเรียกว่า รูป แล้วก็มีส่วนที่เป็น ใจ แยกเป็น จิต ส่วนหนึ่ง เป็น เจตสิก ส่วนหนึ่ง เป็นจิต นั้นคือตัวที่เป็นประธาน ยืนโรงอยู่จนกว่าจะดับ จิต ในที่สุด เมื่อยังไม่สิ้นกิเลส ก็ยังไม่ดับ ยังยืนโรงอยู่เป็นประธานเรื่อยไป พระอาจารย์ชยสาโร การพัฒนาชีวิตของเรา ต้องดำเนินทั้งภายนอกด้วย ภายในด้วย ถ้าหากว่าเรามัวพัฒนาแต่เรื่องภายนอก โดยไม่คำนึงถึงหรือละเลยสิ่งภายใน การพัฒนานั้นจะขาดความสมดุล แล้วในที่สุดก็จะไม่ประสบความสำเร็จ เราพึ่งพระรัตนตรัยตลอดชีวิตได้โดยไม่ต้องสงสัย ที่พึ่งนอกจากนั้นเป็นที่พึ่งที่ทรยศ จะช่วยเราจริงๆไม่ได้ แม้ว่าเราจะพึ่งมันได้เป็นบางครั้งบางคราว แต่ว่าถึงที่สุดแล้ว มันก็จะหนีจากเรา มันจะพลัดพรากจากเราไป เพราะมันเป็นสังขารหมด เราจึงควรพยายามปฎิบัติเพื่อบรรลุสิ่งที่เรียกว่า วิสังขาร สิ่งที่อยู่เหนือความเกิด ความแก่ ความเจ็บ ความตาย บางทีการเคลื่อนไหวและการกระทำการงานต่างๆ เป็นสิ่งที่สมควร แต่บางครั้งบางคราวการอยู่นิ่ง และการงดเว้นจากการกระทำก็เหมาะสมกว่า เมื่อยังไม่ได้ปฎิบัติ ธรรมะก็เป็นแค่ปรัชญาอันลึกซึ้งที่น่าสนใจ แต่ในโลกที่เป็นจริง พอกิเลสเกิดขึ้น เราก็ทนต่อกิเลสไม่ได้ มันฉุดลากไปเลย ความรู้สึกของเราหายไปไหนไม่รู้ การฆ่ากิเลสหรือนิวรณ์นั้น ต้องเข้าใขคำว่า "ฆ่า" นั้นหมายความว่า การรู้เท่าทัน คือฆ่าด้วยการรู้เท่าทัน นักปฎิบัติผู้สามารถรู้แจ้งในการเกิดและการดับสังขาร ย่อมเบื่อหน่ายในการยึดมั่นถือมั่นในสิ่งทั้งหลาย และย่อมนอ้มจิตไปเพื่อสิ่งที่อยู่เหนือการแตกสลาย เมื่อเราเห็นตัวเองและเข้าใจเรื่องกิเลสแล้ว เราจะเห็นว่าความทุกข์หลายๆอย่างในชีวิตเรานี้ไม่จำเป็นเลย มันไม่ได้เกิดเพราะดวงไม่ดี หรือเพราะกรรมเก่า แต่เกิดจากความคิดผิดของเราต่างหาก การภาวนา คือ การลดความโง่ของตัวเอง ผู้ที่อ้างว่าไม่มีเวลาภาวนา คือผู้ที่ถือว่าไม่มีเวลาลดความโง่ของตนเอง การปฎิบัติทุกขั้นตอน อย่าไปปฎิบัติเพื่อจะเป็นเพื่อจะเอา เพราะจะเป็นการปฎิบัติที่เป็นการพายเรือในอ่าง ไม่เป็นการปฎิบัติที่จะข้ามฝั่งโน้น เราไม่ต้องแสวงหาความแปลกใหม่อยู่ตลอดเวลา ให้มารู้จัก มาตระหนักกับสิ่งที่มันมีอยู่แล้วตามธรรมดานั่นแหละ ปัญญาไม่ได้เกิดจากสิ่งผิดปกติ แต่มันเกิดจากการรับรู้อย่างทะลุปรุโปร่งต่อ สิ่งที่ปกติ เราต้องสร้างสะพานระหว่างสมองกับหัวใจ ให้ความรู้ที่เป็นสัญญานี้ทราบซึ้งเข้าไปถึงหัวใจ ทำธรรมะให้มันถึงใจเรา... ให้มันถึงใจเราด้วยการภาวนา ท่านเว่ยหล่าง การที่เพียงแต่พูดกันถึงอาหาร ย่อมไม่อาจบำบัดความหิวได้ฉันใด ในกรณีของบุคคลผู้เอ่ยถึงปรัชญาแต่ปาก ก็ไม่อาจขจัดความมืดบอดได้ฉันนั้น เราอาจพูดถึงเรื่อง สุญญตา(ความว่าง) เป็นเวลาตั้งแสนกัลป์ก็ได้ แต่ว่าลำพังการพูดอย่างเดียว ไม่สามารถทำให้เราเห็นแจ่มแจ้งในจิตเดิมแท้ได้ การเถียงกันย่อมหมายถึง การดิ้นรนจะเป็นฝ่ายชนะ ย่อมเสริมกำลังให้ความยึดมั่นถือมั่นว่าตัวตน และย่อมจะผูกพันเราไว้กับความยึดถือ ด้วยความสำคัญว่าตัวตน ว่าสัตว์ ว่าชีวะ ว่าบุคคล ในการฝึกความนึกคิดของตนเอง จงปล่อยให้อดีตเป็นอดีต ถ้าเราเผลอให้ความคิดของเราที่เป็นอดีต ปัจจุบัน อนาคต มาจัดติดต่อกันเป็นห่วงโซ่แล้ว ก็หมายความว่า เราจับตัวเองใส่กรงขัง ผู้ที่สามารถรักษาจิตของตนไว้ไม่ให้ปั่นป่วนได้ ไม่ว่าจะอยู่ในท่ามกลางสิ่งแวดล้อมชนิดไหน ชื่อว่าได้บรรลุถึงสมาธิ ...เมื่อสิ่งเหล่านี้ มีอยู่ในเราแล้ว เรื่องของมันก็คือ ทำให้เห็นแจ้งออกมา ไม่ใช่เที่ยววิ่งแสวงหา ในขณะที่ คนไร้ปัญญากำลังพากันท่องนามของอามิตาภะ และอ้อนวอนของให้ได้เกิดในแดนบริสุทธิ์อยู่นั้น คนฉลาดก็พากันชำระใจของเขาให้สะอาดแทน เพราะเหตุที่พระพุทธเจ้าได้ตรัสไว้ว่า "เมื่อใจบริสุทธิ์ แดนแห่งพระพุทธเจ้าก็บริสุทธิ์พร้อมกัน" ไม่ว่าสถานการณ์อันใดจะเข้ามาแวดล้อมใจ ก็ไม่ถูกทำให้เปื้อนด้วยวัตถุกามารมณ์ อันน่าขยะแขยงด้วยความทะเยอทะยานอยากและตัณหา นั่นแหละคือ คุณชาติอันประเสริฐสุดของเราได้เกิดมาเป็นคน ข้อมูลจาก www.baanjomyut.com |
||
| --สำนึกรักแผ่นดินเกิด-- www.nabia10.com |
||