สุนทรภู่ (กวีเอกของโลก)

เกิด วันจันทร์ เดือนแปด ขึ้น 1 ค่ำ ปีมะเมีย จุลศักราช 1148 เวลาเช้า 2 โมง ตรงกับวันที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2329 ในรัชกาลที่ 1
ตาย ปีเถาะ พ.ศ. 2398 ในรัชกาลที่ 4 อายุ 70 ปี
ที่เกิด กรุงเทพฯ
บิดา ชาวบ้านกล่ำ อำเภอแกลง จังหวัดระยอง
มารดา ไม่ทราบว่าเป็นชาวเมืองอะไร
วัยเด็กบิดามารดาหย่ากัน บิดาออกไปที่บ้านเดิม ได้รับการศึกษาที่วัดชีปะขาว คือวัดศรีสุดาราม ในคลองบางกอกน้อย ประมาณอายุ 18 ปี เข้ารับราชการเป็นเสมียนในกรมพระคลังสวน สุนทรภู่มีภรรยาหลายคน ที่ปรากฎในบทประพันธ์ ชื่อจัน พลับ สร้อย มีบุตรชาย 2 คน ชื่อพัด และดาบ
สุนทรภู่ได้ลาออกจากเสมียน เดินทางท่องเที่ยวไปหลายวัด และได้กลับมากรุงเทพฯ ขณะนั้นพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ทรงพระราชนิพนธ์บทละคร เรื่องอิเหนาและรามเกียรติ์ และคงนึกถึงสุนทรภู่ เพราะเคยได้ยินชื่อเสียง และเคยเห็นสำนวนกลอนมาก่อน ตาอมาภายหลังสุนทรภู่เริ่มเป็นคนโปรด เมื่อแต่งกลอนตอนนางสีดาผูกคอตาย
สิ้นรัชกาลที่ 2 สุนทรภู่ถูกถอดออกจากตำแหน่ง จึงได้ออกบวชเป็นพระภิกษุ หลังจากสึกแล้วจึงเข้าฝากตัวอยู่ในสมเด็จเจ้าฟ้ากรมขุนอิศเรศรังสรรค์ (พระปิ่นเกล้า) สุนทรภุ่จึงมีโอกาสเข้ารับราชการในกรมพระอาลักษณ์ ในสมเด็จพระปิ่นเกล้าอยู่หัว มีบรรดาศักดิ์เป็นพระสุนทรโวหาร ถึงแก่กรรม พ.ศ. 2398 รวมอายุได้ 70 ปี
สุนทรภู่ เป็นกวีไทยที่มีชื่อเสียงและความเป็นเอกในเชิงกลอน ท่านได้รับเกียรติจากองค์การศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ โดยได้รับการยกย่องเป็นบุคคลสำคัญของโลก ผู้มีผลงานดีเด่นทางด้านวัฒนธรรม หรือนัยหนึ่งเป็นกวีเอกของโลก เมื่อ พ.ศ. 2529 รัฐบาลไทยได้แต่งตั้งคณะกรรมการอำนวยการโครงการฉลอง 200 ปี กวีเอกสุนทรภู่ขึ้น นับว่าท่านเป็นกวีสามัญคนเดียวที่ได้รับการสดุดียกย่องอย่างสูง
ผลงานของสุนทรภู่มีอยู่ 9 เรื่องด้วยกัน คือ นิราศเมืองแกลง นิราศพระบาท นิราศภูเขาทอง นิราศเมืองสุพรรณ นิราศวัดเจ้าฟ้า นิราศอิเหนา นิราศพระประธม นิราศเมืองเพชรบุรี และรวมลำพันพิลาบ นิทาน 5 เรื่อง สุภาษิต 3 เรื่อง บทละคร 1 เรื่อง เสภา 2 เรื่อง และบทเห่กล่อม 4 เรื่อง

วัดชีปะขาว(วัดศรีสุดาราม)
เป็นสถานที่ ที่สุนทรภู่เคยอยู่เมื่อแรกรุ่น บริเวณวัดและย่านนั้นเป็นสวนอันเต็มไปด้วยความสงบ และเป็นที่นัดพบคนรัก สุนทรภู่ เขียนไว้อาลัยว่า

"วัดปะขาวคราวรุ่นรู้ แรกเรียน
ทำสูตรสอนเสมียน สมุดน้อย
เดินระวางระวังเวียน หว่างวัด ปะขาวเฮย
เคยชื่นกลืนกลิ่นสร้อย สวาทห้างกลางสวน"

นิราศเมืองแกลง
เมื่อพ่อแม่มีเหตุหมางใจต้องแยกทางกัน มารดาได้สามีใหม่ ส่วนบิดาออกบวชที่เมืองแกลง สุนทรภู่ไปวัดบ้านกล่ำเมืองแกลง การเดินทางครั้งนี้ ท่านได้แต่งนิราศเมืองแกลงไว้

"ถึงหย่อมย่านบ้านกล่ำพอค่ำพลบ
ประสบพบเผ่าพงศ์พวกวงศา
ขึ้นกุฎีที่สถิตท่านบิดา
กลืนน้ำตาก็ไม่ฟังเฝ้าพรั่งพราย
ศิโรราบกราบเท้าให้เปล่าจิต
รำคาญคิดอาลัยมิใคร่หาย
ชะรอยกรรมทำสัตว์ให้พลัดพราย
จึงแยกย้ายปิตุมารดร์ญาติกา
มาพบพ่อท้อใจด้วยไกลแม่
ให้ตั้งแต่เศร้าสร้อยละห้อยหา
ชนนีอยู่ศรีอยุธยา
บิดามาอ้างว้างอยู่กลางไพร"

นิราศพระบาท
สุนทรภู่ตามเสด็จพระองค์เจ้าปฐมวงศ์ ไปนมัสการพระพุทธบาทที่สระบุรี เมื่อปลายปี พ.ศ. 2340 เมื่อครั้งเป็นมหาดเล็ก และได้แต่งนิราศพระบาท ตามความรู้รอบตัวด้านสถาปัตยกรรมของท่าน

"ผนังในกุฎีทั้งสี่ด้าน
โอฬาร์ฬารทองทาฝาผนัง
จำเพาะมีสี่ด้านทวารบัง
ที่พื้นนั่งดาดด้วยแผ่นเงินงาม
มณฑปน้อยสวมรอยพระบาทนั้น
ล้วนสุวรรณแจ่มแจ้งแสงอร่าม
เพดานดาดลาดล้วนกระจกงาม
พระเพลิงพลามพร่างพร่างสว่างพราย
ตาข่ายแก้วปักกรองเป็นกรวยห้อย
ระย้าย้อยแวววามอร่ามฉาย
หอมควันธูปเทียนตลบอยู่อบอาย
ฟุ้งกระจายรื่นรื่นทั้งห้องทอง"

กวีที่ปรึกษา
ท่านสุนทรภู่กลับจากเมืองเพชรบุรี ได้เข้ารับราชการอีกครั้งหนึ่ง ในแผ่นดินสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ 2 และเป็นที่โปรดปรานอย่างมาก
พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ทรงเป็นกษัตริย์ที่โปรดปรานของพระราชนิพนธ์ โคลงฉันท์ กาพย์กลอนต่างๆ พระราชนิพนธ์หลายเรื่องของพระองค์ฯ เมื่อทรงติดขัด ได้โปรดฯ ให้สุนทรภู่แต่งถวายต่อจนเป็นที่พอพระทัยหลายเรื่องหลายตอน เช่น รามเกียรติ์ ตอน นางสีดาผูกคอตาย เป็นต้น
พระองค์ทรงโปรดให้สุนทรภู่เป็นกวีที่ปรึกษา และแต่งตั้งให้เป็น "ขุนสุนทรโวหาร" ในกรมอาลักษณ์

วัดเทพธิดาราม
สุนทรภู่ได้เดินทางไปยังสุพรรณบุรี ใช้ชีวิตอยู่ที่นั่นระยะหนึ่ง แล้วเดินทางกลับกรุงเทพฯ จำพรรษาอยู่ที่วัดเทพธิดาราม ที่นี่ท่านเขียน นิราศสุพรรณ ขึ้น รวมทั้งภาพย์พระไชยสุริยา ซึ่งแต่งเป็นกาพย์ 3 ชนิด สำหรับการสอนอ่าน และผันสระ สะกดมาตราต่างๆ ของภาษาไทยจนครบ ซึ่งเป็นนิราศที่แปลก และมีคุณค่าทางภาษามากที่สุดอีกเรื่องหนึ่ง รวมทั้งสิงหไกรภพ ซึ่งสุนทรภู่แต่งไว้ในสมัยรัชกาลที่ 2 ท่านก็นำมาแต่งต่อจนเสร็จ และเรื่องแต่งเรื่อง พระลักษณาวงศ์ จนเสร็จ ช่วงระยะเวลา 3 ปี ที่ท่านสุนทรภู่จำพรรษาอยู่ที่วัดเทพธิดารวมจนต้องย้ายอีกครั้ง ท่านได้บรรยายไว้ใน รำพันพิลาบ นิราศเรื่องต่อมาของท่านอย่างเศร้าสร้อยอาวรณ์ มีเนื้อหาสรุปวิถีชีวิตของกวีเอกคนนี้อย่างได้อารมณ์มากที่สุด

เพลงยาวถวายโอวาท
เมื่อครั้งบวชอยู่วัดราชบูรณะ (วัดเลียบ) เพลงยาวถวายโอวาทนี้เป็นสุภาษิตเรื่องสำคัญ ที่ท่านสุนทรภู่ได้ประพันธืไว้ในโอกาสที่ทูลลา เจ้าฟ้ากลางและเจ้าฟ้าปิ๋ว ซึ่งเป็นศิษย์ของท่าน เจ้าฟ้าทั้งสองพระองค์เป็นพระราชโอรสใน พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย และเจ้าฟ้ากุณฑลทิพยวดี พระนามของเจ้าฟ้ากลางคือ สมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระยาบำราบปรปักษ์ ท่านได้แต่งเพลงยาวถวายโอวาท ซึ่งเป็นคำสั่งสอนที่ติดใจคนทั่วไปมาก เช่น
"อันอ้อยตาลหวานลิ้นแล้วสิ้นซาก
แต่ลมปากหวานหูไม่รู้หาย"

นิราศภูเขาทอง
ครั้นเมื่อพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ 2 สวรรคต ก็สิ้นแผ่นดินสิ้นบุญของสุนทรภู่ ถูกออกจากราชการ บ้านถูกริบ ต้องเอาพระศาสนาเป็นที่พึ่ง ลงเรืออำลาวัดราชบูรณะไปอยุธยา และเขียนนิราศภูเขาทองขึ้น

"เมื่อเคราะห์ร้ายกายเราก็เท่านี้
ไม่มีที่พสุธาจะอาศัย
ล้วนหนาวเหน็บเจ็บแสนคับแคบใจ
เหมือนนกไร้รังเร่อยู่เอกา
โอ้สามัญผันแปรไม่แท้เที่ยง
เหมือนอยู่อย่างเยี่ยงชายหญิงทิ้งวิสัย
นี่หรือจิตคิดหมายมีหลายใจ
ที่จิตใครจะเป็นหนึ่งอย่าพึงคิด
ถึงบางพูดพูดดีเป็นศรีศักดิ์
มีคนรักรสถ้อยอร่อยจิต
แม้นพูดชั่วตัวตายทำลายมิตร
จะชอบผิดในมนุษย์เพราะพูดจา"

สวัสดิรักษา
สวัสดิรักษา คือระเบียบความประพฤติ ซึ่งทำให้เกิดความดีงาม ความปลอดภัย เป็นตำราของพุทธปนไสยศาสตร์ คนแก่คนเฒ่าเดี๋ยวนี้บางคนยังประพฤติปฎิบัติอยู่ สุนทรภู่ได้แต่งบทเรียนศีลธรรม และวัฒนธรรมขึ้น โดยอาศัยแนวตำราโบราณ เรื่องที่แต่งคือ สวัสดิรักษา ซึ่งบุคคลทั่วไปเลื่อมใส ปฎิบัติอันเป็นศิริมงคล เช่น เรื่องการนุ่งผ้าสีตามวัน การตัดผม ฯลฯ มีเหตุมีผล และคุณประโยชน์แก่ผู้ปฎิบัติ

  • แต่เช้าตรู่สุริโยอโณทัย
    ตื่นนอนให้ห้ามโมโหอย่าโกรธา
  • แล้วเอื้อนอรรถตรัสความที่ดีก่อน
    จะถาวรพูนเกิดประเสริฐศักดิ์
  • อนึ่งพบปะพระสงฆ์ทรงศีลา
    ไม่วันทาถอยถดทั้งยศทรัพย์
  • อนึ่งเล่าเข้าที่ศรีไสยาสน์
    อย่าประมาทหมั่นคำนับลงกับหมอน

วรรณกรรม
ผลงานของสุนทรภู่ มีมากมาย เท่าที่มีปรากฎ มี นิราศ 9 เรื่อง

  1. นิราศเมืองแกลง
  2. นิราศภูเขาทอง
  3. นิราศเมืองเพชร
  4. นิราศวัดเจ้าฟ้า
  5. นิราศพระบาท
  6. นิราศพระประธม
  7. นิราศสุพรรณ
  8. นิราศอิเหนา
  9. รำพันพิลาบ

นิทานมี 5 เรื่อง สุภาษิต 3 เรื่อง บทละคร 1 เรื่อง
เสภา 2 เรื่อง บทเห่กล่อม 4 เรื่อง

ข้อมูลจาก www.baanjomyut.com

     
  --สำนึกรักแผ่นดินเกิด--
www.nabia10.com