นิทานชาวบ้าน


- ผู้หญิงตัวอย่าง -

นานมาแล้วมีตาแก่คนหนึ่งอาศัยอยู่กับหลาน ผู้กำพร้าพ่อแม่ และตาแก่เลี้ยงมาด้วยความรักทนุถนอม ตั้งแต่เล็กจนโต สองคนตาหลานจะไปไหนมาไหนด้วยกัน กินด้วยก้น ไม่เคยแยกจากกัยเลย ผู้เป็นหลานมีแววฉลาดมาตั้งแต่เด็ก เมื่อเล็กๆก็ช่างพูด ถามโน่มถามนี่อยู่ตลอดเวลา เป็นอยู่อย่างนี้ขนอายุสมควรมีครอบครัว
วันหนึ่งขณะที่ตานั่งคุยอยู่กับหลานที่นอกชาน หลานเอ่ยขึ้นว่า
"ตา ฉันมีเรื่องจะปรึกษาตาสักหน่อย"
"เอาเลย อ้ายหนู"
"ฉันก็อยู่กับตามาตั้งนานแล้ว มีความสุขสบายทุกอย่าง มาบัดนี้ถึงเวลาแล้วที่ฉันควรจะแต่งงาน หาหลานสะใภ้มาช่วยดูแลปฎิบัติตา"
"ก็ดี แล้วเองจะปรึกษาอะไรตา"
"ฉันอยากมีผู้หญิงดีๆ จึงอยากปรึกษาตาว่า ทำอย่างไรจึงจะรู้ว่าเขาดี ตาจะแนะนำฉันอย่างไร ฉันจะทำอย่างนั้นจ๊ะตา เพราะตาเห็นดีเห็นชั่วมานาน"
"ก็แล้วแต่เอ็ง จะเชื่อหรือไม่เชื่อข้าก็ตามใจเอ็ง"
"เชื่อสิจ๊ะ ตา"
"เอาเถอะข้าจะบอกให้ โบราณว่าเขาถือ ผู้ชายจะต้องหลีกเลี่ยงผู้หญิง 8 ชนิดด้วยกัน
"มีอะไรมั่งเล่าตา..."
"เอ็งจะไปรักผู้หญิง เอ็งต้องดูให้ดีว่าเขามีลักษณะ 8 อย่างที่ว่านี้ไหม อย่างที่ท่านเรียกว่า หญิงยัง ตะพังใหญ่ ไต่คำผัง ยกครัวลงล่าง อ้างม้าเหาะ ฉอเลาะพันบ้าน อ่านฝีมือ ถือคันชั่ง "
"ฉันก็ยังงอยู่นะตา ผู้หญิง 8 ชนิด ที่ว่านี้เป็นอย่างไร ตาช่วยอธิบายหน่อยสิจ๊ะตา"
"ตาจะอธิบายให้ฟังก็ได้
หญิงยังเป็นอย่างนี้ ใครเขาวานอะไรก็ต้องตามคอยคุม คอยทวงถามเอาเอง ถ้าพ่อแม่ถามว่า อีหนูทำนั่นหรือยัง ตักน้ำหรือยัง หุงข้าวหรือยัง ถูบ้านหรือยัง จะตอบว่ายังทุกทีไป ผัดผ่อนอยู่อย่างนั้น วันหนึ่งๆไม่มีอะไรเสร็จได้เลย
ทีนี้ผู้หญิงตะพังใหญ่ คือพวกคุยมั่งคุยมี ทางผัวก็มั่งมี ทางตัวก็มั่งมี คนอื่นจนหมด
ส่วนผู้หญิงไต่คำผัง คือผู้หญิงที่ชอบทิ้งบ้าน เกาะติดผัวแจ ไปไหนก็ต้องไปด้วย คุยกับใครก็ไปนั่งร่วมวงด้วย บ้านเรือนเป็นอย่างไรก็ช่าง ตามผัวทุกฝีก้าว ทุกนาที... "
"แล้วผู้หญิงที่ยกครัวลงล่าง ล่ะตาเป็นอย่างไร"
"ก็ผู้หญิงที่ไม่ดูแลบ้านให้สมบรูณ์ จะทำอะไรก็วิ่งขอชาวบ้าน จะแกงก็ต้องวิ่งไปขอเกลือขอน้ำปลา จะตำน้ำพริกก็ขาดกระเทียม จนเพื่อนบ้านระอาใจ ส่วนที่ว่า อ้างม้าเหาะ ก็พวกกระโดกกระเดก จะเดินจะเหิร ก็เตะโน่นชนนี่ กรายหัวผู้ใหญ่ ไร้มารยาท ถือถ้วยชามก็ตกแตก ไม่เรียบร้อยเอาเสียเลย
พวกฉอเลาะพันบ้าน ก็พวกที่อยู่บ้านไม่ติด ไปนั่งคุยบ้านโน้นบ้านนี้ทั้งวัน พูดจริงบ้างไม่จริงบ้างไปวันๆ เข้าบ้านโน้นก็เอาเรื่องบ้านนี้ไปเล่า แปลงเรื่องมั่ง ต่อเติมมั่ง ทำให้เพื่อนบ้านทะเลาะกัน ความชั่วของตนไม่เคยเห็น เห็นแต่ความชั่วของคนอื่น นินทาเป็นอาจินต์ หมดบ้านจะไปนั่งคุยก็หาเรื่องเที่ยว ดูหนังดูลิเก สักแต่ขอให้ออกจากบ้านเป็นพอใจ ผู้หญิงอย่างนี้ก่อความหนักใจให้ผัว ชาวบ้านครหา ทำให้ครอบครัวไม่สงบสุข เสียถึงผัวด้วย... "
ตาเล่าจนคอแห้ง หลานต้องยกน้ำฝนมาให้ดื่ม แล้วก็นั่งเฉยอยู่
"ตาจ๊ะ ยังไม่ครบ 8 ชนิดเลยนะ เพิ่งได้ 7 เอง ยังขาดอ่านฝ่ามือ อีกพวกหนึ่งนะตา"
"เออน่า ข้าไม่ได้ลืมหรอก ให้ข้าพักสักครู่ ไม่ได้เชียวหรือเอ็ง"
"แหมอีกอย่างเดียวเท่านั้นนะตา"
"เอา เอาก็เอา พวกอ่านฝ่ามือเป็นอย่างนี้ พวกถึงมือถึงตัว ไม่สำรวม พูดกับใครต้องจับมือถือแขนไปหมด ตีหยอกตบหลัง หยิกข่วน ปากว่ามือถึงทีเดียว ดูเหมือนให้ท่า หลุกหลิก ไม่ระวังตัว ไม่สำรวม นั่งยืนไม่เรียบร้อย พูดจาไม่ระวังคำพูด อะไรควรอะไรไม่ควร เอ็งระวังให้ดี"
"ที่ตาบอกฉันนี่ มีประโยชน์เหลือเกินจ๊ะตา ฉันจะจำไว้จ๊ะตา..."
"ยังก่อนอ้ายหนู นี่มันเพิ่ง 7 ชนิดเองนะ ยังเหลือพวกสุดท้ายอีกชนิดหนึ่ง พวกถือคันชั่ง ไง เอ็งลืมแล้วหรือ พวกถือคันชั่งน่ะ พวกนี้ชอบพูดแต่ว่า ช่างเถอะ จนติดปาก เอะอะอะไรก็ช่างเถอะ จะโง่ก็ไม่เชิง ฉลาดก็ไม่เชิง ใครทำอะไรก็ช่าง ผัวหายไป 2-3 วันก็เฉยก็ช่าง ผัวกินข้าวหรือยังก็ช่าง เงินทองจะหมดก็ช่าง จะรวยจะจนก็ช่าง ไม่ชอบคิดไม่ชอบปรึกษาใคร เป็นที่พึ่งไม่ได้เลย ..."
"แหม วันนี้ฉันได้หลักที่เป็นประโยชน์จริงๆ "
"ถ้าชายใดหาหญิงมาแต่งงานกับตน แล้วหลีกเลี่ยงทั้ง 8 ชนิดนี้ได้ ท่านว่าเป็นสุข 7 ประการ คือ
อายุยืนยาว
จะมีอำนาจและประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน
จะเพิ่มพูนทรัพย์สมบัติ
เป็นที่เชิดหน้าชูตาของวงศ์สกุล
ปราศจากโรคภัย
เกิดสติปัญญา และคิดดี
สุดท้ายจะทำให้รูปลักษณะงาม เป็นที่น่าเลื่อมใส ศรัทธาแก่ผู้ที่ได้พบเห็น
หากหลานของตาหลบเลี่ยงผู้หญิงทั้ง 8 จำพวกนี้ได้ ตาก็หมดห่วง ถึงตายก็ตายตาหลับ ไม่ตายก็มีความสุข เพราะได้หลานสะใภ้ดี ขอให้หลานจำเริญๆ เถอะ... "
ผู้เป็นหลานก้มกราบตาด้วยความขอบคุณ และซาบซึ้งในบุญคุณ รับปากว่าจะปฎิบัติตามหลักที่ตาให้ไว้ อย่างเคร่งครัด
จนในที่สุดก็เลือกได้ผู้หญิงที่ถูกลักษณะ และเป็นผู้หญิงที่ปราศจากโทษลักษณะ 8 ประการดังกล่าว ครอบครัวตาหลานและสะใภ้ จึงได้อยู่ด้วยกันอย่างเป็นสุขต่อไปอีกนาน..

 

- ยาย ตา กับเต่า -

นานมาแล้ว มีชาวนาผู้เฒ่าสองตายาย เป็นคนธรรมะธรรโม ซื่อและสันโดษ ทำนาด้วยความขยัน หมดหน้านาก็ทำไร่ จึงพอมีพอกินไม่ยากไร้ ลูกก็ไม่มี ชีวิตของทั้งสองจึงสงบยิ่งนัก พอหน้าแล้งก็จับปลาหาอาหาร ไปตามครรลองของชีวิต
วันหนึ่งโชคไม่ดี ตายายหาปลาไม่ได้เลย จึงเดินคอตกกลับบ้านด้วยความผิดหวัง ระหว่างทาง สองตายายก็พบกับเต่าชราตาบอด ด้วยใจเมตตาเห็นเต่าตัวแห้งนัก จึงได้ยกไปจุ่มน้ำ และสั่งให้ไปหากินอยู่แถวนั้น อย่าขึ้นมาหากินบนบก คนอื่นเห็นจะจับไปกินเป็นอาหาร
รุ่งขึ้นตายายก็ตกลงกันว่าจะแยกกันไปหาปลาคนละที่ ตาสะพายแหไว้บนบ่า ส่วนยายถือสวิงไป จะด้วยความบังเอิญหรืออย่างไรก็เหลือจะเดา ตาจะเหวี่ยงแหไปทางไหนก็ติดแต่เต่าตาบอดตัวนั้นอยู่ร่ำไป ปล่อยลงน้ำไปก็ไปติดที่สวิงยายอีก เป็นอยู่อย่างนี้ทั้งวัน จนตาโกรธมาก เพราะเชื่อว่าเป็นเพราะเต่าตัวนั้นทำให้แกหาปลาไม่ได้เลย จึงตะโกนบอกยายว่า
"กลับเถอะยาย วันนี้กินแกงเต่ากัน"
"แกจะเอาฟันที่ไหนเคี้ยวเนื้อมัน เต่าแก่ออกอย่างนั้น"
เถียงกันอยู่ครู่หนึ่ง ด้วยความที่มีใจเมตตาอยู่แล้ว ยายกับตาจึงตกลงว่าจะเลี้ยงเต่าตัวนี้ไว้ในบ้าน โดยจะให้อยู่กับหมาที่เลี้ยงไว้หลายตัว
กลางคืนวันนั้น ตอนดึกสงัดขณะที่ตายายนอนหลับสนิท หูก็ได้ยินเสียงเต่าคลานมาที่ริมตีนมุ้ง
"ตาตื่นเถอะ เร็วเข้าด้วย อย่านอนขี้เซาเลยน้ำจะท่วมอยู่แล้ว"
ยายตาไม่เชื่อจะนอนต่อ เต่าก็ไม่ยอมให้นอนได้ ปลุกอยู่อย่างนั้น ในที่สุดก็อดรนทนเต่าเซ้าซี้ไม่ได้ จึงออกไปนอกบ้านหาไม้ไผ่มาต่อแพตามที่เต่าแนะนำ
จนเพื่อนบ้านแปลกใจพากันไต่ถาม ว่าจะตัดไม่ไปทำไม ตาก็บอกไปตามตรงว่าจะเอาไปต่อแพ เพราะน้ำจะท่วม เพื่อนบ้านฮาตึงทั้งหมู่บ้าน หาว่าตากับยายเป็นบ้าไปแล้ว เพราะดันไปเชื่อความฝันเหลวไหล
ตาก็ไม่ได้โต้ตอบอะไร ตั้งหน้าตั้งตาต่อแพไม่ฟังคำค้านของใคร ในที่สุดแพก้เสร็จ ท่านกลางคำเยาะเย้ยถากถางของเพื่อนบ้าน ที่ผ่านมาเห็น ว่าจะต่อแพไว้ใช้บนบก
คืนนั้นก็เกิดพายุฝนอย่างหนัก ฝนตกลงมาประดุจฟ้ารั่ว ชาวบ้านจมน้ำตาย บ้างถูกกระแสน้ำพัดพาหายไป เหลือแต่ตากับยาย ซึ่งคืนนั้นนอนบนแพที่ต่อไว้ ตามคำแนะนำของเต่าตาบอดที่เลี้ยงไว้
แพของตากับยายลอยไปตามยถากรรม กระแสน้ำเชี่ยวกรากไหลแรง จนยายกับตายืนไม่ติด พายุรุนแรงปั่นป่วน หมาทั้งหลายรวมทั้งเต่าขึ้นมาอยู่บนแพหมด ตากับยายขอบใจเต่า แล้วให้อาหารเป็นรางวัล
จนแพลอยไปได้สักครู่ใหญ่ ก็มีงูใหญ่ตัวหนึ่งเลื้อยขึ้นมาบนแพ ตาเห็นเข้าจึงหยิบขวานจะจามงู เต่าแก่ไม่ยอมห้ามไว้ สัตว์ป่าทั้งหลายลอยคอตามน้ำมาเป็นทิวแถว รวมทั้งเสือด้วย ตาหยิบปืนเกือบเล็งยิงเสือที่พยายามตะกุยขึ้นมาบนแพ เต่าก็ห้ามไว้อีก ขออนุญาติให้เสือขึ้นมาด้วย มีลิงสมทบขึ้นมาบนแพด้วยอีกตัวหนึ่ง ทั้ง 6 ชีวิตอยู่ร่วมกันบนแพด้วยความสงบ
ในที่สุดตากับยายก็ได้ยินเสียงแววเหมือนคนร้องให้ช่วย เสียงนั้นแสดงว่าเจ้าของเสียงกำลังจะสำลักน้ำและกำลังจะจมน้ำตาย ทั้งสองจึงตรงเข้าไปช่วยฉุดชายนั้นขึ้นมาบนแพ เต่าตาบอดห้ามอย่างไร สองยายตาก็ไม่เชื่อ ยังให้เสื้อผ้าขอยืมอีกด้วย เลี้ยงดูด้วยข้าวปลาอาหารตามมีตามเกิด จนชสยผู้นั้นแข็งแรงขึ้น
พอหมดพายุโหม น้ำก็แห้งอย่างรวดเร็ว สัตว์ทั้งหลายก็ลาตายายด้วยน้ำตานองหน้า สำนึกในบุญคุณที่ช่วยชีวิตพวกมันไว้ แล้วก็แยกย้ายกันไปยังป่าของตน
ตากับยายจึงได้ลงมือพรวนดินเพื่อทำสวนครัว วันหนึ่งลิงก็เก็บขนุนมาฝากยายกับตา ส่วนเสือก็ครุ่นคิดจะตอบแทนบุญคุณอยู่ทุกลมหายใจ วันหนึ่งขณะที่เดินลัดเลาะไปตามชายป่า เสือก็ได้เห็นว่ามีคนมาปลูกพลับพลา และประดับประดาอย่างสวยงาม อีกด้านหนึ่งกำลังปรุงอาหาร ส่งกลิ่นหอมฉุย พนักงานกำลังตักอาหารใส่ภาชนะที่ทำด้วยเงินและทอง เพื่อจัดโต๊ะอาหาร เสือก็ทราบทันทีว่า พระราชาหรือเจ้าชายกำลังเสด็จประพาสป่า
เสือจึงเดินทื่อเข้าไปที่พนักงานกำลังจัดโต๊ะอาหารอยู่ พนักงานก็พากันวิ่งหนีทิ้งงานไปคนละทางสองทาง เสือจึงคาบผ้าปูโต๊ะทั้งสี่ด้าน ตลบเอาจานอาหารไว้ตรงกลางแล้วคาบห่ออาหารพร้อมด้วยภาชนะอันมีค่า นำไปให้ตากับยาย เพราะตากับยายยากจนจะได้กินอาหารดีๆ และถ้วยชามนั้นเสร็จแล้วก็จะนำไปขายแลกเงินได้อีก
ขณะที่เสือคาบห่ออาหารมานั้นตากับยาย กำลังฟันดินอยู่ในไร่ เมื่อกลับมาถึงบ้านด้วยความเหนื่อยล้า เห็นภาชนะและอาหารอันมีค่า ก็ตกใจไม่รู้ว่าใครนำมาไว้ ตากับยายจึงกินอาหารนั้น ส่วนที่เหลือก็แจกให้กับสัตว์เลี้ยง ได้กินจนอิ่มหนำทั่วหน้ากัน
ต่อมาตากับยายไปทำไร่ตามปกติ เพราะยังไม่ถึงหน้านา ชายคนที่ตากับยายช่วยชีวิตเอาไว้คราวน้ำท่วม ได้เดินผ่านกระท่อมของแก และอวดว่าเขาได้รับราชการ เป็นผู้ตรวจราชการต่างพระเนตรพระกรรณ ตากับยายได้ฟังก็ดีใจ จัดเลี้ยงต้อนรับด้วยความอ่อนน้อม นำเอาภาชนะที่เสือคาบเอามาฝากออกมารับแขก
ฝ่ายชายใจทราม คิดแค้นและอาฆาตเต่าชราไม่หาย ถามถึงเต่าที่เคยห้ามยายกับตาไม่ให้รับเขาขึ้นแพ ปรากฎว่าเต่าได้ไปอยู่ที่อื่นเสียแล้ว ชายผู้นั้นเมื่อกินอาหารเสร็จแล้ว ก็อุตส่าห์เดิยไปหาเต่าที่ชายคลอง
ขณะนั้นเต่ามิได้ทอดทิ้งตากับยายผู้มีพระคุณเลย เมื่อขายผู้นั้นเดินมาที่กระท่อมของตากับยายเต่าก็ทราบ จึงรีบคลานขึ้นมาจากน้ำจะมาเตือนตากับยาย แต่เนื่องจากคลานเข้าไปไม่ทันการ ชายหนุ่มใจทรามเห็นเต่าเข้าเสียก่อน จึงเอาก้อนหินทุ่มเต่ากะให้ตาย เต่าจึงไม่มีโอกาสเตือน ได้แต่คลานหนีลงน้ำไปด้วยความบอบช้ำ
ชายเนรคุณเมื่อฆ่าเต่าไม่ได้ก็เดินกลับไปยังกระท่อม เพื่อไต่สวนจับผิดสองผัวเมีย ว่าไปโขมยภาชนะใส่อาหารที่สวยงามมาจากไหน ตากับยายก็บอกตามตรงว่าเสือคาบมา เพราะวันที่เห็นของเหล่านั้นเห็นรอยเท้าเสือเต็มกระท่อมไปหมด ชายผู้นั้นไม่เชื่อ ขู่ว่าจะนำความเข้าทูลพระราชา
ตากับยายมีความทุกข์ร้อนใจยิ่งนัก นั่งกอดเข่าปรับทุกข์กันที่ชายเรือน เต่าตาบอดแอบมากระซิบให้หนีไป แต่ก็สายเสียแล้วไม่ทันการอีก ชายใจทรามได้นำเจ้าหน้าที่มาที่กระท่อม เพื่อมาจับกุมสองคนยายตาไปไต่สวนและเข้าคุก
สัตว์ทั้งหลายที่ยายกับตาเคยช่วยชีวิตไว้ ทราบข่าวก็พากันมาแอบดูยายตาเดินเข้าไปรับโทษในเมืองหลวง ด้วยความสงสารและเจ็บแค้น แล้วก็ประชุมหารือกัน ว่าจะช่วยยายกับตาอย่างไร เมื่อวางแผนเสร็จแล้วก็ดำเนินการทันที
งูพิษค่อยๆ ลอบเลื้อยไปถึงห้องบรรทมของพระราชา ซึ่งพระราชธิดากำลังสาวและสวยมาก และเป็นพระธิดาองค์เดียว งูเลื้อยเข้าไปบนพระแท่น แล้วกัดที่ต้นแขนพระธิดา โดยคายพิษพอแต่มิให้ตายเพียงสลบไปเท่านั้น
หมอหลวงทั้งวังถูกตามตัวมา ก็ไม่สามารถแก้พิษได้ ส่งเจ้าหน้าที่ไปตีฆ้องร้องป่าว มีหมอเข้ามารักษาพระธิดามากมายหลายคนก็ไม่ได้ผล
ส่วนลิงคอยทีอยู่ พอได้เวลาก็ปีนเข้าไปหาตากับยายทางหน้าต่างคุก เห็นยายกับตาถูกใส่ขื่อคา ลิงก็ร้องไห้สงสารตายาย แล้วก็คายยาวิเศษสำหรับแก้พิษงู ออกมาจากกระพุ้งแก้มให้ตายายแล้วบอกให้ไปอาสาแก้พิษงูของพระธิดา ด้วยยาวิเศษที่มอบให้นี้ จะทำการได้สำเร็จแน่นอน
ตากับยายจึงตะโกนบอกผู้คุม อาสาแก้พระธิดาให้ฟื้นคืนชีพ แล้วตากับยายก็ทำได้สำเร็จ พระราชาพระราชทานรางวัลอันมีค่ามากมาย ประทานโทษให้ ทำให้ตากับยายได้รับความสุขสบายจนชั่วอายุขัย..

 

--คนที่ไม่รู้จักบุญคุณคน เลวเสียยิ่งกว่าสัตว์--

- กากับหมาจิ้งจอก -

ครั้งหนึ่ง ยังมีกาตัวหนึ่งอาศัยอยู่ในป่า รู้สึกเหงาจึงตัดสินใจว่า จะต้องมีลูกไว้เลี้ยงกับเขาบ้าง เมื่อคิดดังนั้นแล้วได้ลงมือสร้างรังบนต้นยางใหญ่ ตกไข่ออกมา 4 ฟอง อดทนกกไข่อยู่เป็นเวลายี่สิบสองวัน จนไข่ฟักออกมาเป็นลูกกาน้อยครบ 4 ตัว
พอลูกน้อยออกจากไข่ แม่กาก็ต้องทำงานหนักเพื่อหาอาหาร เลี้ยงลูกตลอดทั้งวัน ทั้งยังต้องคอยปกป้องภยันตราย ที่อาจจะเกิดขึ้นกับลูกน้อยมีมากนัก และอาจจะมาได้ทุกทิศทุกทาง ศัตรูที่แม่กากลัวที่สุดก็มีหมาจิ้งจอก ที่ใจทรามต่ำช้าตัวหนึ่ง ที่อาศัยอยู่ไม่ห่างจากต้นยางมากนัก
เมื่อหมาจิ้งจอกได้ยินเสียงลูกการ้องเซ็งแซ่ เมื่อหิวมันก็พูดกับตัวเองว่า
"เอ้อ ที่แท้อาหารของเราก็อยู่บนต้นยางนี่เอง"
แล้วมันก็เดินไปที่ต้นยาง แต่เห็นรังกาอยู่เกินกำลังที่มันจะกระโดดขึ้นไปถึงได้ มันจึงวางอุบายที่ชั่วร้ายทันที อย่างน้อยจะต้องได้งอบเก่าๆ สักใบเสียก่อน มันจึงลอบเดินเข้าไปในหมู่บ้าน ก็ได้งอบเก่าๆ สมใจที่สวมอยู่บนตอไม้ มันจึงใส่งอบแล้วกลับไปที่ต้นยาง จับมีดขึ้นทำท่าจะฟันต้นยางให้โค่นลง แม่กาได้ยินเสียงมีดอยู่โปกโปก ก็กลัวมองลงมาจากต้นไม้ เห็นแต่งอบจึงคิดว่า "ตายแล้วคนมาตัดต้นไม้" จึงร้องถามไปว่า
"นั่นใคร กำลังจะมาทำอะไรกับต้นไม้นี่"
แล้วแม่กาก็ได้ยินคำตอบว่า "ข้าเป็นคนตัดไม้น่ะซีจะมาตัดต้นไม่ของข้า"
แม่กาตกใจเป็นอันมาก อ้อนวอนว่า "ได้โปรดเถิดอย่าเพิ่งตัดมันเลย รังของข้าบนยอดไม้นี้มีลูกอ่อนอยู่" แม่กากลับได้รับคำตอบที่เหี้ยมโหดว่า "ก็ใครใช้ให้เอ็งมาทำรัง บนต้นไม้ของข้าล่ะ ข้าจะตัดละ"
จะอ้อนวอนคร่ำครวญอย่างไร หมาจิ้งจอกก็ยืนคำจะตัดต้นไม้ลงท่าเดียว จะผัดผ่อนขอเวลาอีกสัก 3-4 วัน พอให้ลูกกาขนงอกอีกสักหน่อย มันก็ไม่ยอม ยืนคำอยู่ประโยคเดียวซ้ำซากว่า "ต้องตัดจะเอาฟืนไปขาย"
ในที่สุด มันก็ชำเลืองตามองขึ้นไปบนต้นไม้ อย่างมีเลศนัยแล้วทำเสียงอ่อนลง
"ก็ได้ เอาละข้าจะยอมผ่อนผันให้สัก 2 วัน แต่เอ็งต้องส่งลูกของเอ็ง มาให้ข้ากินตัวหนึ่งก่อน" แม่กาเห็นว่าไม่มีทางอื่นแล้ว จึงร่ำไห้ปิ่มว่าจะขาดใจตาย คาบลูกน้อย ยื่นให้หมาจิ้งจอกผู้ใจร้ายตัวหนึ่ง เจ้าหมาตะกละขยอกลูกกาลงไปในท้องทันที มันดีใจมากที่อุบายของมันได้ผล และนึกกระหยิ่มอยู่ในใจ ต่อไปจะได้ใช้อุบาย ไว้ขม้ำกินลูกนกชนิดอื่นอีกต่อไป แล้วมันก็เดินเลียปากไปทางอื่น
นกกางเขนเสียงหวานตัวหนึ่ง บินผ่านมาเห็นกาโศกเศร้าเกาะกิ่งไม่สะอึกสะอื้น จึงร้องถามเหตุ แม่กาจึงเล่าเรื่องทั้งหมดให้ฟัง เล่าไปร้องไห้ไป นกกางเขนจึงเอ่ยขึ้นมา
"เรื่องนี้ฉันเห็นว่าแปลกเสียแล้ว ธรรมดาคนตัดไม้เขาจะไม่ตัดไม้ต้นเล็กๆ อย่างนี้ โดยเฉพาะต้นรัง แกคงถูกอุบายเสียแล้ว เอาอย่างนี้ วันหลังคนตัดไม้มาอีก บอกให้ฉันรู้ด้วย บางที่จะมีหนทางแก้ปัญหานี้ได้
อีกสองวันต่อมา หมาจิ้งจอกจึงกลับมาอีก สวมงอบใบเก่า ยิ้มย่องเข้ามาที่ต้นรัง หนีบมีดทื่อๆ เล่มเก่ามาด้วย แม่กาเห็นหมาจิ้งจอกเดินมาแต่ไกล จึงบินไปตามนกกางเขน ให้มาซุ่มสังเกตุการณ์ นกกางเขนเห็นหมาสวมหมวกงอบ ก็บอกกับแม่กาว่า
"โธ่เอ๋ย นั่นมันคนเมื่อไหร่ หมาจิ้งจอกเจ้าเล่ห์ต่างหาก ถ้ามันขู่จะตัดต้นไม้อีก แกอย่าทำเป็นกลัวมัน ท้าให้มันเลย มีดก็ทื่อ แขนมือมันก็ไม่มี มันจะตัดได้อย่างไร เชื่อฉันเถิด"
ขณะที่หมาจิ้งจอกทำทีจะฟันต้นไม้อยู่นั้น แม่กาก็บินมาเกาะที่ขอบรัง ร้องบอกโคนต้นไม้ว่า
"นั่นแกหรือ มาอีกแล้วนะ เชิญเลย ตัดเสียเลยต้นไม้ต้นนี้ ข้าเบื่อเต็มที่ กำลังจะย้ายลูกไปอยู่ต้นใหม่แล้ว ตามสบายนะ ถ้าแกคิดว่าหมาอย่างแก จะมีปัญญาตัดต้นไม้ได้ แกนี่เลวจริงๆ"
หมาจิ้งจอกได้ยินอย่างนั้นก็แปลกใจ ที่แม่กาเปลี่ยนไปจากหน้ามือเป็นหลังมืออย่างนั้น มันรู้ได้ทันทีว่า แม่กาจะต้องมีที่ปรึกษา ที่ฉลาดไม่ใช่เล่นเลยทีเดียว
"ใครบอกแกว่าข้าไม่ใช่คนตัดต้นไม้" แม่กากำลังดีใจที่ได้ผล เผลอตัวบอกไปว่า นกกางเขนเป็นคนบอก หมาป่าจึงสัญญากับตัวเองว่า "ข้าจะต้องแก้แค้นนางนกกางเขนให้ได้"
ต่อมาอีก 2-3 วัน มันคิดอุบายใหม่ได้ มันจึงไปนอนเกลือกที่บ่อตมแห่งหนึ่ง จนตัวมอมแมม แล้วก็ไปทำตายอยู่ที่ต้นไม้ ที่แม่นกกางเขนทำรังอยู่ นกกางเขนเห็นสัตว์มานอนตายก็บินโฉบไปมา 2 เที่ยว คิดว่าสัตว์นั้นตายสนิท เราจะเจาะกินลูกตามันเสีย ของชอบเสียด้วย
คิดแล้วแม่นกกางเขนก็โฉบลงมา แทะกลางตัวหมาจิ้งจอก มันก็นอนนิ่งเสีย จิกซี่โครงมันให้แน่ใจว่ามันตาย มันก็นอนนิ่งเสีย จึงตายใจโผไปเกาะที่หัวของมัน พอก้มลงจะจิกลูกตา มันก็อ้าปากงับขานกกางเขนไว้ได้ นกกางเขนแม้รู้ตัวว่าเสียทีหมาเสียแล้ว แต่ก็คุมสติไว้ได้ ทำใจดีสู้เสือพูดว่า
"แกมีสิทธิ์จะกินข้าเสียได้ เพราะข้านี่แหละ ที่เป็นคนบอกความจริงว่าแกไม่ใช่คน แม่กาจึงรู้ทันแกข้าก็ไม่โง่กว่าแกหรอก ทำไมไม่ลองคบข้าเอาไว้ แกจะกินข้าเดี๋ยวนี้ก็ได้ แต่จะมีประโยชน์อะไรอิ่มมื้อเดียว ถ้าไว้ชีวิตข้าเอ็งก็ได้ข้าเป็นพวก ข้าก็จะต้องตอบแทนบุญคุณของเอ็ง หานกหาสัตว์มาให้เอ็งกินสบายไปตลอดชาติ ตัดสินใจเสียเร็วๆ แล้วตอบข้ามา"
หมาจิ้งจอกได้ฟังดังนั้น ก็ไตร่ตรองหนัก ข้อเสนอของแม่นกกางเขน ในใจคิดว่า จริงของมันนางนี่ฉลาดเป็นกรดทีเดียว ถ้ามันยอมเป็นเพื่อนก็หวานเรา
นางนกกางเขนรุกต่อ "เร็วๆ เข้า ต้องให้คำมั่นสัญญาเสียต่อหน้าแสงตะวัน และจ้าวป่า, สามหนว่าเราจะเป็นเพื่อนกัน เร็วเข้าตะวันจะตกดินอยู่เดี๋ยวนี้แล้ว"
ได้ยินเสียเร่งอย่างนั้น หมาจิ้งจอกจึงอ้าปากจะให้คำมั่นสัญญา ในวินาทีนั้นเองนกกางเขนก็เป็นอิสระ บินปร๋อขึ้นไปเกาะอยู่บนยอดไม้ ทิ้งหมาจิ้งจอกเสียดาย และเศร้าใจในความโง่ของตัวเอง มาพบนางนกที่ฉลาดกว่าเข้าได้
ฝ่ายนางนกกางเขนนั้น มิได้หยุดอยู่แต่เพียงแค่ได้รอดชีวิตมา รุ่งขึ้นนางนกกางเขน ยังไปป่าวร้องพวกเพื่อนในป่า ให้มาชุมนุมพร้อมกัน เพื่อจะช่วยกันวางแผนกำจัดหมาจิ้งจอก ให้สิ้นซาก
ขณะที่หมาจิ้งจอกนอนหลับอยู่ข้างบ่อน้ำ ฉับพลันก็มีนกชนิดต่างๆ รวมกันเป็นฝูงมหึมา บินกรูกันลงมารุมจิกหมาจิ้งจอก บ้างก็เอากงเล็บช่วยตะกุยมัน หมาจิ้งจอกไม่ทันรู้ตัวจึงตกใจไม่ทันคิด วิ่งหนีเอาตัวรอดสุดชีวิต และฝูงนกก็บินตามได้เร็วกว่า จึงวิ่งหนีอย่างไม่มีทิศทาง ในที่สุดจึงตกบ่อน้ำ จมน้ำตาย ..

 

- บุญมาวาสนาช่วย -

ณ หมู่บ้านเล็กๆ ในชนบทห่างไกลแห่งหนึ่ง มีครอบครัวอยู่สองครอบครัว ปลูกบ้านติดกัน บ้านหลังใหญ่โอ่อ่า เป็นบ้านของครอบครัวเศรษฐี เป็นเรือนไม้สัก 3 หลังแฝด ล้อมรั้วด้วยไม้ดอก รอบบริเวณบ้านอันกว้างขวาง ออกดอกบานสพรั่งตลอดทั้งปี น่าดูเป็นอย่างยิ่ง ที่มุมรั้วด้านหน้าบ้าน ทางทิศตะวันออก เศรษฐีได้สร้างศาลพระภูมิ ไว้ให้เป็นที่สิงสถิตย์ของเทพรักษ์ ผู้ทำหน้าที่พระภูมิเจ้าที่คุ้มครองบ้าน
เศรษฐีเจ้าของบ้านไม่เคยสนใจศาลพระภูมิเลย ถือว่าตัวร่ำรวยอยู่แล้ว ไม่จำเป็นจะต้องบูชาหรือกราบไหว้เทพรักษ์ ซึ่งสถิตทำความสะอาดศาลพระภูมิ แต่นานๆ จึงจะทำครั้งหนึ่ง ถือว่าศาลพระภูมิเป็นเครื่องประดับบ้านเท่านั้น พอให้คนผ่านไปมา เห็นศาลพระภูมิเหมือนบ้านอื่น
นอกรั้วบ้านแต่ปลูกติดกันเป็นกระต๊อบ ของคนเข็ญใจสองคนผัวเมีย หลังคามุงแฝก ชายผู้สามีเป็นคนซื่อสัตย์ขยันขันแข็ง มีอาชีพทางจักสาน ขายกระบุง ตระกร้า กระจาด ที่สานอย่างมีฝีมือที่ตลาดในเมือง ซึ่งอยู่ไม่ไกลบ้านมากนัก
ฝ่ายภรรยาก็เป็นคนขยัน ช่วยสามีทำมาหากิน โดยพายเรือสำปั้นไปเร่ขายตามคลอง ของที่ขายก็มีพริก กะปิ หอม กระเทียม มะพร้าว น้ำตาล ฯลฯ บางทีก็นำสินค้าที่ตนขายไปแลกข้าว เสื้อผ้า พอมีรายได้ จะขยันขันแข็งอย่างไร ฐานะทางครอบครัวก็ยังจนกรอบ ไม่กระเตื้องขึ้น
ตามประเพณีของคนไทยสมัยนั้น ทุกบ้านจะต้องมีศาลพระภูมิ ฉะนั้นถึงจะยากจน สองสามีภรรยาก็อุส่าห์ยกศาลพระภูมิ ให้เหมือนเพื่อนบ้าน ข้อสำคัญศาลพระภูมิของช่างจักสาน ไปตั้งอยู่ใกล้ๆ กับศาลพระภูมิบ้านเศรษฐี คนละรั้วเท่านั้น
ศาลพระภูมิบ้านคนจน ไม่ได้ตกแต่งให้สวยงาม เหมือนศาลพระภูมิบ้านเศรษฐีแต่อย่างใด หากเจ้าของบ้านกราบไหว้ บูชาด้วยดอกไม้ธูปเทียน อยู่ทุกค่ำก่อนเข้านอน มิได้เคยขาด โดยเฉพาะอย่างยิ่งตัวภรรยาของช่างสาน ทุกครั้งจะอ้อนวอนให้ศาลพระภูมิ ที่สิงสถิตย์อยู่บนศาล ช่วยเหลือนางให้มีกินมีใช้ขึ้น
"เทพารักษ์เจ้าขา ท่านก็เห็นแล้วว่าข้าลำบากยากเย็นอย่างเหลือเข็ญ ทั้งๆ ที่ทำมาหากินด้วยความขยันขันแข็ง ซื่อสัตย์สุจริต ยึดมั่นในพระศาสนา ไม่มีทางใดอีกแล้ว ที่จะทำให้ข้าสองผัวเมียร่ำรวยขึ้นได้ นอกจากเทพารักษ์จะเมตตา บันดาลความมั่งมี ให้สักกิ่งก้อยของเศรษฐีข้างบ้านก็ยังดี"
นางวิงวอนอยู่อย่างนั้นวันแล้ววันเล่า ก็ไม่มีอะไรดีขึ้นมา นางก็ไม่ละความพยายามคงบูชา กราบไหว้พระภูมิด้วยความศรัทธา ไม่ขึ้งโกรธทุกวันเป็นประจำ
คืนวันหนึ่ง หลังจากที่ภรรยาของชายเข็ญใจกราบไหว้ศาลพระภูมิ และขึ้นบ้านไปเข้านอนแล้ว เทพารักษ์ในศาลพระภูมิของเศรษฐี ออกมายืนดูด้วยความสนใจ เพราะศาลอยู่ใกล้ๆ บ้าน เก็บความฉงนเอาไว้ไม่ได้ จึงร้องถามเทพารักษ์บ้านช่างสานว่า
"เราเห็นผัวเมียผู้ยากจนนี้ กราบไหว้ท่านทุกวันๆ มิได้ขาดด้วยศรัทธา และเคารพนับถือ ท่านทำไมจึงเฉยอยู่ได้ ไม่ช่วยเหลือเขา เราสิอยู่บ้านเศรษฐี แต่เจ้าของบ้านไม่เคยสนใจในเรา ไม่เคยกราบไหว้บูชา แต่กระนั้นเราก็ช่วยเขาเสียจนรวย เพราะถือว่าศาลเราอยู่ในที่ของเขา"
เทพารักษ์บ้านช่างสานจึงตอบว่า
"เราทำไมจะไม่ช่วยเหลือเขา คอยโอกาสอยู่นี่อย่างไรเล่า เพราะเราได้พิจารณาดูแล้ว ดวงชะตาของเขายังอับโชคอยู่ จะช่วยอะไรเขาวาสนาไม่ถึง เขาก็ยังจะไม่ได้รับอะไรเลย"
"โธ่เอ๋ย เราเป็นตั้งเทพารักษ์ ทำไมจะทำไม่ได้ เราก็ใช้อิทธิ์ฤทธิ์ของเรา บันดาลให้เป็นไปได้" เทพารักษ์บ้านเศรษฐีค้าน
"เอ้า ลองดูก็ได้ แต่คอยดูเถอะว่าเสียเวลาเปล่าๆ" เทพารักษ์บ้านชายเข็ญใจพูดตัดบท เพื่อตัดความรำคาญ
แล้วในตอนเช้ามืดวันรุ่งขึ้น เทพารักษ์บ้านชายเข็ญใจ ก็เนรมิตรหินเป็นไข่ไก่ทองคำแท้ๆ 2 ฟอง ไปวางไว้ข้างบันไดกระต๊อบใต้ต้นพริกมะเขือ เพราะรู้ว่าภรรยาของช่างจักสาน จะตื่นแต่เช้าเพื่อรดน้ำต้นไม้ อย่างไรเสียก็จะต้องเห็นไข่ทองคำแน่
พอวางไข่อันมีค่าในที่อันเหมาะแล้ว ศาลพระภูมิทั้งสององค์ก็ถอยมายืนดูเหตุการณ์ สักครู่ใหญ่ๆ มีอีกาสองตัวผัวเมียบินมาเกาะที่ชายคากระต๊อบ เห็นไข่ทองคำเข้าก็โฉบลงคาบเอาไข่นั้นไป ตัวละฟอง เมื่อภรรยาชายเข็ญใจตื่นและลงจากกระต๊อบ มารดน้ำต้นไม้จึงไม่แลเห็นอะไร
"นี่ไงๆ เห็นแล้วหรือยัง" เทพารักษ์บ้านชายเข็ญใจกล่าวแก่เทพารักษ์บ้านเศรษฐี ดวงเขายังอับโชคอยู่ช่วยอย่างไร เขาก็จะไม่มีวันได้รับโชคเหล่านั้น
เทพารักษ์บ้านใหญ่ ก็ยังไม่ยอมเชื่อ ค้านว่า "เรื่องบังเอิญเห็นชัดๆ"
"อย่างนั้น พรุ่งนี้เรามาทดลองกันอีกที"
ฉะนั้นในตอนเช้าวันรุ่งขึ้น พระภูมิศาลไม่สวยก็เนรมิตเพชรนิลจินดาอันมีค่า ใส่กระลามะพร้าวนำไปวางไว้ชายตลิ่งใกล้กอหญ้า เพื่อมิให้คนเดินผ่านมาเห็นได้โดยง่าย แต่ถ้าภรรยาช่างสานลงมาที่ท่าน้ำเมื่อไร ก็จะเห็นได้ทันทีโดยง่าย เพราะเป็นทางที่นางขึ้นลงเป็นประจำ จนเกิดเป็นทางเดินเท้าที่ยาวคดเคี้ยวไปสู่ตัวบ้าน ไม่มีหญ้าขึ้น
พอเทพารักษ์บ้านชายเข็ญใจ วางกระลาเพชรพลอยลงที่ตลิ่ง และหันหลังเดินกลับขึ้นศาล ไปคอยดูเหตุการณ์ ก็เกิดลมน้ำเป็นคลื่นลูกใหญ่ซัดเข้าสู่ฝั่ง ลูกคลื่นโถมซัดถึงที่ๆ มีกระลาหมกซ่อนอยู่ ทำให้กระลาที่ใส่เพชรนิลจินดานั้นคว่ำลงน้ำไป ปลาใหญ่ตัวหนึ่งว่ายผ่านมา เห็นเข้าก็ว่ายรี่งับเอาเพชรพลอยกลืนกินไปทั้งหมด
เมื่อภรรยาชายเข็ญใจลงมาที่ท่าน้ำตามปกติ ก็ไม่เห็นกระลาเพชรพลอยนั้น
เห็นจะเชื่อได้แล้วสิหนาว่า คนเราโชคยังไม่มาถึง ทำอย่างไรก็ไม่มีวัน จะได้รับความช่วยเหลือจากใครได้ เทพารักษ์บ้านคนจนสำทับ
"เอ้อ ทำกลุ้ม แล้วนี่เมื่อไหร่จะมีโชคกับเขาเสียทีนะ" เทพารักษ์บ้านเศรษฐี เกิดความสงสารขึ้นมาจับใจ
"เอาเถอะ ถึงเวลาเมื่อไรเราจะเป็นคนบอกเอง"
หลายเดือนต่อมา เทพารักษ์บ้านชายเข็ญใจ ก็ร้องเรียกเทพารักษ์ศาลเพื่อนบ้าน
"ชะตาของเขาดีขึ้นแล้ว ทีนี้เขาจะร่ำรวยละ คนเราพอวาสนามาถึงไม่ต้องพูดมาก เขาก็จะร่ำรวยของเขาเอง เราไม่ต้องช่วยเขามากดอก"
พอพูดขาดคำ พระภูมิก็เนรมิต เหรียญราคา 1 ไพ (3 สตางค์) ไปวางไว้กลางทางเดินลงท่าน้ำ ไม่ช้าไม่นานภรรยาช่างสานก็ลงมาอาบน้ำ พบเหรียญ 1 ไพ เข้าดีใจเป็นอันมาก รีบอาบน้ำเข้าบ้านไปเล่าให้สามีฟัง
"พี่ฉันเก็บเงินได้ 1 ไพ ไม่รู้ว่าใครมาทำตกไว้"
"ดีจริงๆ" สามีว่า "วันนี้วันพระเสียด้วย เอาไปซื้ออะไรก็ได้ ไปถวายพระที่วัดเสียไป"
ภรรยาของชายเข็ญใจนำเงิน 1 ไพ ไปตลาดเพื่อจะซื้อปลาตัวเล็กๆ สักตัว แต่เจ้ากรรมจริงๆ วันนั้นทั้งตลาดมีแต่ปลาตัวใหญ่ ราคาเกิน 1 ไพ ทั้งนั้น นางเดินไปจดท้ายตลาด ก็พบว่าแม่ค้าปลาคนหนึ่ง มีปลาวางขายอยู่เพียงตัวเดียว เป็นปลาตัวใหญ่ตายนาน จนเป็นปลาชาท้องป่องเหมือนใกล้จะเน่า จึงถามราคาเพื่อจะซื้อ แม่ค้าบอกด้วยความซื่อว่า
"พี่จะเอาหรือ ปลาตัวนี้ตายมานาน ถึงตัวใหญ่ฉันก็จะขอขายเพียงไพเดียว ตกลงหญิงผู้ยากจนได้ปลาชาตัวโตกลับบ้าน นำไปปรึกษาสามีว่า จะทำอะไรไปถวายพระดี "ไม่รู้จะต้มจะแกงอะไร ในครอบครัวไม่มีเครื่องปรุงเหลือติดก้นครัวเลย เอาอย่างนี้ดีกว่า พี่จะไปปืนเก็บใบมะขามอ่อนมาต้นยำปลา ไปทำปลาเตรียมไว้เถิด" ว่าแล้วช่างสานก็กระวีกระวาดไปเก็บใบมะขามอ่อน
ฝ่ายภรรยาไม่โต้ตอบ ฉวยมีดได้ก็ไปนั่งทำปลา เมื่อผ่าท้องปลาออก ก็เพชรพลอยทะลักออกมา จากท้องปลามากมาย นางตกกลึงอยู่เป็นครู่ พอได้สติก็ใช้มือกอบเพชรพลอยเหล่านั้น ห่อชายผ้าแถบวิ่งไปเล่าให้สามีฟัง ที่โคนต้นมะขาม
ในขณะเดียวกัน สามีผู้กำลังปีนใบมะขามอ่อน ก็พบรังอีกาอยู่บนต้นมะขามนั้น คิดในใจว่า อาจจะมีเนื้อเค็ม ปลาเค็ม ตกค้างอยู่ในรังอีกาบ้าง จึงเอามือล้วงลงไปในรัง มือไปคลำถูกไข่สองฟอง จึงล้วงเอาออกมาเห็นไข่นั้นเป็นทองเหลืองอร่าม จึงรีบปีนต้นไม้มาเล่าข่าวดีสู่กันฟัง โผเข้ากอดกันร้องไห้ด้วยความดีใจ
"ต่อไปเราจะไม่ต้องลำบากอีกแล้ว"
"เห็นหรือยัง มนุษย์จะมาบนบานศาลกล่าวพวกเราทำไมกัน มันขึ้นกับตัวของเขาเองทั้งสิ้น"
นิทานผู้ใหญ่เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า ป่วยการที่จะไปขอความช่วยเหลือจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ป่วยการที่จะคอยโชควาสนามันไม่มาจะทำอย่างไร ตกลง "อัตตาหิ อัตตะโนนาโถ" นั่นแหละเป็นวิเศษที่สุด..

 

- รังนก -

ในกระบวนนกไทยด้วยกัน เห็นจะไม่มีนกตัวเล็กๆ ชนิดใดที่ถูกกล่าวขวัญถึงมากเท่า นกกระจาบ บินเร็ว ตาไว มิฉะนั้นคงโฉบแมลงที่กำลังบินเป็นอาหารไม่ได้
เราคุ้นกับนกกระจาบก็เพราะ ชื่อนกชนิดนี้ได้ปรากฏเป็นตัวเอกเสมอ ในนิทานชาวบ้าน ในชาดก ในเพลงกล่อมเด็ก คนไทยจึงรู้จักนกกระจาบเสียก่อนเห็นตัว นกกระจาบถูกยกย่อง ให้เป็นเอกในเรื่องทำรัง ทำได้ประณีตหนักหนา ชื่อเสียงของนกกระจาบในการทำรังนี้ เด็กไทยทั่วประเทศ จะได้ยินตั้งแต่ยังไม่ประสีประสา พูดยังไม่ได้ ฟังยังไม่ออก เพราะผู้ใหญ่คนไหน ก็ชอบเอาเพลงนกกระจาบมากล่อมเด็ก
"นกเอ่ยนกกระจาบ เห็นใบพงลงคาบค่อยเพียรขน มาสอดสร้อยด้วยจงอยปากของตน ราวกับคนค่อยพินิจคิดทำรัง......."
เรื่องทำรังแล้ว นกกระจาบชนะนกอื่นอย่างไม่เห็นฝุ่น ก็เพราะนกอื่นไม่เอาถ่าน สอนก็ไม่ฟัง ทั้งนี้มีเรื่องเล่าว่า เมื่อนานแสนนานมาแล้ว ขณะที่โลกเรานี้เพิ่งสร้างขึ้นใหม่ๆ นกทั้งหลายยังไม่รู้จักทำรัง เที่ยวไปอาศัยเกาะนอนตามกิ่งไม้ โพรงไม้ ซอกหิน ตามชะง่อนผา พอได้ซุกตัวและลูกน้อยนอน เมื่อออกหาอาหาร ลูกน้อยก็จะคอยด้วยความหิว และกระวนกระวาย ตกจากรังลงมาตายนักต่อนัก
มีนกอยู่เพียงชนิดเดียวเท่านั้น ที่รู้จักสร้างรัง สร้างได้สวย และงดงามเป็นที่น่าอัศจรรย์ คือ นกกระจาบ ที่ทำเป็นกรวยยาวมีทางเข้าทางออก อยู่ทางเดียวที่ก้นกรวย หรือข้างกรวย ตัวรังปิดมิดชิด คุ้มแดดคุ้มฝน และให้ความปลอดภัยกับลูกน้อยๆ ทั้งจากการพลัดตก และจากศัตรู
นกทั้งหลายเห็นเข้าก็นิยมชมชื่น นำเอาเรื่องรังนกกระจาบไปเล่ากันต่อๆ ไป จนนกทุกตัวอยากจะสร้างรังให้งดงาม และเป็นระเบียบ แข็งแรง สู้แดด สู้ฝน ได้อย่างรังนกกระจาบบ้าง สัตว์มีปีกบินได้เหล่านี้ จึงพากันเลือกผู้แทนอย่างละ 2 ตัว บินไปหานกกระจาบ
"เราพากันมาวันนี้ ก็เพื่อมาขอให้ท่านนกกระจาบ สอนให้พวกเราทำรัง เพื่อคุ้มตัวเราและลูกน้อยของเรา เหมือนท่านบ้าง โปรดสอนให้พวกเราด้วย เราจะสมนาคุณท่านอย่างงดงามทีเดียว" นกกระจาบผู้อารีจึงตอบด้วยมิตรจิตว่า "ฉันยินดีจะสอนวิธีทำรังให้พวกท่าน แต่ไม่ใช่ของง่ายนะ ท่านจะต้องดูเวลาเราทำ และตั้งใจด้วยความอดทน"
"จ๊ะ จ๊ะ" นกทั้งหลายรับปากขึ้นพร้อมกัน
"เอ้า ดูนี่ ทีแรกทีเดียวเอากิ่งไม้เล็กๆ 2 อัน มาพาดเป็นกากบาทที่ก้นรังเสียก่อน"
"ใช่แล้ว" อีกาว่า "เอาไม้มาก่ายกันเป็นกากบาท เอาละจำได้แล้ว"
"แล้วจึงนำใบหญ้าคา เศษฟาง ใบไม้แห้ง ใบไม้เล็กๆ จะตัดกิ่งก็ได้ นี่อย่างไร"
นกกระจาบสอนให้โดยไม่ปิดบังแม้แต่นิดเดียว นกพิราบผงกหน้า "บอกต่อไปเถิด ตอนนี้ไม่เห็นมีอะไรยาก ถึงไม่สอนของง่ายๆ อย่างนี้ พวกเราก็รู้กันอยู่แล้ว" นกพิราบเกิดอวดเก่ง
"แล้วก็เอาใบหญ้า เศษฟาง ขนนกนุ่มๆ มาสอดประสานกันอย่างนี้"
"จ๊ะ จ๊ะ" นกกระจอกรับคำอย่างเสียมิได้ "ทำรังมันก็ทำอีรูปนี้แหละ"
นกกระจาบตั้งหน้าตั้งตาสอนแสดงต่อไป โดยไม่ปิดบังแม้แต่น้อย อธิบายต่อไป ทำรังไปทั้งๆ ที่นกทั้งหลายไม่มีตัวใดเลยที่จะตั้งใจฟัง ต่างก็ทำท่ารู้ดีกันทั้งนั้น ในที่สุดนกกระจาบทนไม่ไหว สร้างไปได้ครึ่งรังก็หยุดสอน
"ก็เมื่อพวกท่านรู้ดีกันแล้วทั้งนั้น เรื่องทำรังท่านจะมาให้ฉันสอนทำไม กลับไปเสียเถอะ อ้ายโน่นก็ทำได้ อ้ายนี่ก็ทำได้ ฉันไม่สอนต่อไปแล้ว ไปทำกันเองเถิด"
นกทั้งหลายจึงพากันบินกลับถิ่น มุ่งหน้าไปทำรังของตนเองอยู่บ้าง พอถึงเวลาเข้าจริงๆ นกแต่ละชนิดก็สร้างรังได้เพียงครึ่งรัง ก็ทำต่อไปไม่ได้ เพราะนกกระจาบสอนให้แต่เพียงเท่านี้ จึงหมดปัญญา
รังก็หยาบด้วยไม่ตั้งใจเรียน เสร็จก็ไม่เสร็จเต็มรัง ฉะนั้นทุกวันนี้ นกทั้งหลายจึงแลดูทำรังไม่เสร็จ จะให้เต็มรังและงดงามอย่างรังนกกระจาบหาได้ไม่ ทำได้พอรองรับลูกน้อยและกกไข่ จะให้คุ้มแดดคุ้มฝนได้อย่างรังนกกระจาบเป็นอันหมดหวัง ..



- ลูกของแม่ยังไม่โต -

นานมาแล้ว มีหญิงสาวชาวบ้านคนหนึ่งเป็นคนหน้าตาดี ทั้งยังเจียมเนื้อเจียมตัว ขยันทำงานบ้านเป็นอย่างยิ่ง จึงมีชายหนุ่มมาติดพันหลายราย พ่อแม่ของชายหนุ่มเหล่านั้น ก็ยินดีจะได้นางมาเป็นสะใภ้ ด้วยความพอใจในความเรียบร้อย และความสามารถในงานบ้านของนาง
ในที่สุดเมื่อหญิงสาวอายุได้ 18 ปี ด้วยความเห็นของพ่อแม่ นางก็แต่งงานกับหนุ่มชาวบ้านคนหนึ่ง ผัวเมียหนุ่มช่วยกันทำมาหากิน สะสมเงินทอง จนพอซื้อที่ดินของตน และขยายที่นั้น ให้กว้างใหญ่ออกไปทุกทีๆ
หนุ่มผู้สามีนั้น ลงได้จับงานทำแล้วก็จะไม่ยอมพัก หรือเลิกหากงานยังทำไม่เสร็จ เขาเป็นคนอย่างนั้น ใครจะเตือนให้หยุดพัก หรือให้กินข้าวกลางวันกลางคัน จะไม่สำเร็จเลยเป็นอันขาด
วันหนึ่งขณะที่เมียท้องแก่ไปส่งข้าวกลางวัน สามีที่กำลังขุดดินทำไร่อยู่ แดดจัดจนเป็นตัวยิบๆ ทั้งเป็นเวลาหน้าร้อนอากาศอบอ้าวยิ่งนัก เมียจึงร้องตะโกนบอกผัว ด้วยวาจาอ่อนหวานว่า
"พี่จ๋า เลิกขุดดินมาพักกินข้าวในร่มนี่เสียก่อนเถอะ เที่ยงกว่าแล้ว เดี๋ยวจะไม่สบาย"
สามีก็ทำหูทวนลมเสีย คงขุดดินทำเป็นทองไม่รู้ร้อน ความร้อนทำให้หน้าและตัวแดงกล่ำ เขาก็ไม่สนใจจนเกือบบ่าบ 2 โมง เขาจึงยกมือขึ้นปาดเหงื่อที่หน้า เอาจอบไปวางพิงไว้ที่โคนต้นไม้ใหญ่ แล้วก็เดินตรงมาที่อาหารซึ่งเมียจัดไว้ให้
"เอาน้ำนี่ล้างหน้าเสียหน่อยจะดีไหมพี่" พลางนางก็รินน้ำออกจากกระบอกไม้ไผ่ ยื่นส่งให้สามี สามีก็รับมาลูบหน้า แล้วก็ยกขันขึ้นกิน ลงมือนั่งขัดสมาธิรอกินข้าว
ปรากฎว่าเขาเปิบข้าวเข้าปากได้เพียงคำ 2 คำ เขาก็เกิดอาการตื้อ กินข้าวให้มากเหมือนทุกวันไม่ได้
"เก็บข้าวเถอะ พี่อิ่มแล้ว"
"แหมอะไรกัน วันนี้ทำไม่กินน้อยจริงๆ ไม่สบายหรือเปล่า" นางเมียถามขึ้นด้วยความเป็นห่วง
"ไม่ต้องห่วงพี่หรอก กลับก่อนเถิด ท้องยิ่งแก่อยู่ด้วย" เมียจึงรวบรวมเก็บข้าวของกระเดียดกลับบ้าน
พอเมียลับตาไปแล้ว ชายหนุ่มก็กลับไปฟันดินต่อ เขารู้สึกปวดหัวแทบจะแตกเป็นเสี่ยง ตัวก็รู้สึกร้อนผ่าว เขาจึงรีบเก็บข้าวของ เดินออกจากไร่จะกลับบ้าน
ครั้นถึงบ้าน เขาไม่สามารถจะยืนทรงตัวอยู่ได้ ต้องหย่อนก้นลงนั่งลงม้าไม้ที่หน้ากระท่อม
พลางร้องเรียกเมีย
"พี่รู้สึกไม่สบายมาก ลองละลายยาให้กินหน่อยซี" เมียก็ละลายยาให้กินตามมีตามเกิด แต่อาการไข้หนักเสียแล้ว สุดที่จะเยียวยา ต่อมาอีก 3 วัน ชายหนุ่มมีอาการเพ้อไข้ แล้วก็ตายไป ทิ้งเมียไว้ให้เป็นหม่ายตั้งแต่ยังสาว
นางทุกข์โศกเป็นอันมาก พยายามทนุถนอมลูกในท้องจนครบ คลอดบุตรออกมาเป็นชาย พอเห็นหน้าลูก นางก็ตั้งสัตย์อธิฐานว่า จะขอเลี้ยงลูกไม่แต่งงานกับชายใดอีก
เด็กได้เจริญเติบโตล่ำสัน เป็นคนมีกตัญญูช่วยแม่ทำงานมาตั้งแต่เด็ก พอเป็นหนุ่มก็สามารถเลี้ยงดูแม่ได้ เป็นคนรักแม่ยิ่ง ไม่ค่อยจะสนใจหญิงในอายุเดียวกัน เกรงไปว่าหากเลือกเมียได้ไม่ดี ก็จะเข้ากับแม่ไม่ได้
นางม่ายสังเกตุเห็นเช่นนั้นก็เป็นห่วง จึงมองหาสาวที่ขยันขันแข็ง และประพฤติดีเพื่อรับมาเป็นสะใภ้ จัดการแต่งงานให้ลูกชาย รับลูกสะใภ้เข้ามาอยู่ในบ้าน ลูกสะใภ้ก็เคารพนับถือแม่ผัว ช่วยกันทำมาหากิน ต่างก็มีความสุขยิ่งนัก
ต่อมานางม่ายก็ได้หลานย่าเป็นชาย นางนึกยินดีกับโชคชะตาของนางยิ่งนัก นางมีความสุขด้วยการจะดูแลหลานชาย ปล่อยให้ลูกชายและลูกสะใภ้ ทำงานในไร่ได้เต็มที่ เด็กน้อยนั้นก็ว่านอนสอนง่าย ไม่ค่อยจะเจ็บป่วย ครอบครัวนี้แม้จะไม่ร่ำรวย แต่ก็มีความสุขไปตามสภาพ
หน้าที่ของนางนั้นก็มีอยู่อีกอย่างหนึ่ง คือจัดหาข้าวปลาอาหารเพื่อไปส่งให้ลูกชาย ลูกสะใภ้กินตอนกลางวัน มือข้างหนึ่งถือตระกร้าอาหาร อีกมือหนึ่งจูงหลานไปไร่ทุกวัน
วันหนึ่งนางก็ปฏบัติภาระกิจของนางตามปกติ อุ้มหลานไปส่งอาหาร วันนั้นแดดกล้าและร้อนจัด นางต้องเอาผ้าแถบของนางออกคลุมหัวหลานเอาไว้ ด้วยกลัวเด็กจะตัวร้อนไม่สบาย แล้วนางก็เดินดุ่มไปส่งข้าวน้ำ กับลูกชายลูกสะใภ้เหมือนอย่างเคย
ความจริงบ้านของนางก็ไม่ใช่ว่าจะไกลจากไร่นัก ความร้อนระอุในวันนั้น ทำให้หลานย่าร้องไห้ขอกินน้ำ นางต้องวางหลานลงข้างนาง แล้วก็รินน้ำจากกระบอกไม้ไผ่ ให้หลานดื่มตัวนางเองก็รู้สึกคอแห้ง ต้องกินน้ำไปกับหลานด้วย
กว่าจะไปถึงไร่ก็เกือบจะเที่ยงวัน พระอาทิตย์ส่องแสงเปรี้ยงอยู่ตรงศรีษะ นางก็กระวีกระวาดจัดอาหาร แล้วตะโกนเรียกลูกชายกับลูกสะใภ้
"หยุดพักกินข้าวเถอะลูกเอ๋ย เดี๋ยวจะไม่สบาย เที่ยงแล้วนะลูกนะ" แล้วนางก็นึกถึงความหลัง เห็นภาพที่สามีของนางทำงานกลางแดด จนจับไข้ตาย แล้วก็ตะโกนเรียก ด้วยความเป็นห่วงอีกหลายครั้ง
ลูกชายก็ตอบแม่ว่า "อีกเดี๋ยวเดียวน่าแม่ฟันอีกไม่กี่ฉับก็เสร็จ" แล้วเขาก็ทำเป็นทองไม่รู้ร้อน ทำงานต่อไปในเปลวแดด ไม่ยอมหยุดพักกินข้าว
ฝ่ายแม่ไม่รู้จะทำอย่างไรกับลูก ใจก็แสนจะเป็นห่วง จะให้ลูกเข้าพักกินข้าวกลางวันในร่มให้ได้ ในที่สุดนางก็คิดออก นางอุ้มหลานชายน้อย ออกไปยืนใกล้ๆ พ่อแม่ของเด็ก ให้เด็กกรำแดดอยู่อย่างนั้น
ชายหนุ่มผู้พ่อเห็นอย่างนั้น ก็บอกกับแม่ของตนว่า
"แม่เอาหลานมาตากแดดทำไม เดี๋ยวเด็กก็จะตัวร้อนหรอก เอาหลานไปคอยฉันที่ใต้ต้นไม้โน่นจะดีกว่า"
หญิงม่ายได้ทีจึงตอบลูกว่า "ทีลูกเอ็งๆ ห่วงกลัวว่าแดดจะทำให้ลูกไม่สบาย ไม่คิดมั่งดอกหรือลูก ว่าแม่ก็เป็นห่วงเจ้าอย่างนั้นเหมือนกัน ถ้าเอ็งไม่พักกินข้าวในร่ม แม่ก็จะอุ้มหลานอยู่อย่างนี้แหละ"
แม่นั้นเคยเห็นลูกโตเสียเมื่อไร แล้วหญิงม่ายก็ชนะลูกชาย ด้วยความรักและเป็นห่วงของแม่ ..

 

- เชี่ยงเมี่ยง -

นิทานเรื่องเชี่ยงเมี่ยง เป็นนิทานที่เล่าถึงความเล่ห์แสนกล ของเด็กผู้ชายคนหนึ่ง ซึ่งเฉลียวฉลาดจนผู้ใหญ่ก็ตามไม่ทัน ทำให้เชี่ยงเมี่ยงได้ใจ เรื่องพูดเท็จหลอกผู้ใหญ่อยู่เสมอ นิทานเรื่องเชี่ยงเมี่ยงนี้ ได้แพร่ขยายเข้าไปในภาคเหนือ ด้วยโครงนี้เรื่องก็คล้ายๆ กับศรีธนนชัย นิทานชาวบ้านของภาคกลาง โดยจบลงด้วยคติ บทเดียวกันว่า คนเรานั้นจะฉลาดอย่างไร ถ้าแสนกล ก่อทุกข์ให้คนอื่นและสนุกกับเล่ห์เพทุบาย ในที่สุดก็จะต้องชดใช้กรรมอันนั้น
นานมาแล้ว นานเสียจนไม่รู้ว่าเมื่อไร มีเด็กชายกำพร้าพ่อแม่คนหนึ่ง ชื่อ เชี่ยงเมี่ยง เป็นเด็กที่พ่อแม่ตายตั้งแต่ยังจำความไม่ได้ ทั้งยังไม่มีญาติพี่น้องเลย ชาวบ้านจึงนำตัวเด็กน้อย ไปมอบให้สมภารองค์หนึ่ง ช่วยเลี้ยงดูตั้งแต่เชี่ยงเมี่ยงยังเล็กมาก
เชี่ยงเมี่ยงจึงเติบโตในวัด อาศัยอยู่กับหลวงพ่อกินข้าวก้นบาตรพระ และคอยปฏบัติหลวงพ่อทุกอย่าง เด็กลูกศิษย์วัดมีหลายคนด้วยกัน ต่างก็มีงานที่ต้องช่วยกันทำแบบทั้งวัน เช่น ทำความสะอาดลานวัด ตัดต้นไม้ ดายหญ้า รดน้ำ ทำความสะอาดกุฏิ ฯลฯ แต่พระต่างก็สังเกตเห็นว่า เด็กชายเชี่ยงเมี่ยงจะพยายามทำงานน้อย และเบากว่าเพื่อนๆ ทุกทีไป เมื่อไต่ถามเพื่อจะดุ หลวงพ่อก็จับไม่ได้ไล่ไม่ทันเชี่ยงเมี่ยงสักที แม้จะเป็นคนเลี่ยงงานและกินแรงเพื่อนฝูง แต่ก็ประจบและปฏบัติหลวงพ่อเป็นที่ถูกใจ และทันอกทันใจกว่าลูกศิษย์คนอื่น ด้วยเหตุนี้เชี่ยงเมี่ยงจึงได้เป็นเด็กก้นกุฏิของหลวงพ่อ
เชี่ยงเมี่ยงมักจะก่อเรื่องให้กับหลวงพ่อเสมอๆ วันหนึ่งหลวงพ่อให้เชี่ยงเมี่ยงไปเก็บพริก แล้วสั่งให้รีบไปรีบมา เชี่ยงเมี่ยงก็ย้อนถามหลวงพ่อว่า
"ทำไมหลวงพ่อไม่ใช้คนอื่นบ้างละครับ"
หลวงพ่อได้ยินจึงโกรธ ย้ำสั่งว่า
"อ้ายขี้เกียจ เอ็งเก็บพริกไม่หมดต้น ไม่ต้องมาให้กูเห็นหน้าเทียวนา"
เชี่ยงเมี่ยงจึงรีบไปเก็บพริกตามหลวงพ่อสั่ง ออกจากกุฏิไปแต่เช้า จนตะวันตกดินเชี่ยงเมี่ยงก็ยังไม่กลับวัด หลวงพ่อเป็นห่วงจึงใช้ให้เพื่อนไปตาม ปรากฏว่าเชี่ยงเมี่ยงใช้ผ้าขาวม้าปูนอน อยู่ใต้ต้นพริก และข้างๆ ตัว มีพริกสุกวางไว้ 5-6 เม็ด
เมื่อกลับมาถึงวัดหลวงพ่อโกรธมาก เตรียมไม้เรียวจะทำโทษ แต่ก็ต้องไต่สวนเสียก่อน เชี่ยงเมี่ยงก็แก้ตัวไปน้ำขุ่นๆ ว่า
"ก็หลวงพ่อให้ผมไปเก็บพริกให้หมดต้น เมื่อผมไปถึงมีพริกสุกอยู่แค่ 5-6 เม็ด เท่านั้น นอกนั้นมีแต่พริกอ่อน ผมจึงต้องนอนคอยที่จะเก็บให้หมดต้น ผมจึงไม่กล้ากลับวัด"
เชี่ยงเมี่ยงจึงรอดตัวไปอีกครั้งหนึ่ง สาภารไม่อาจจะลงโทษได้ จึงสั่งว่า "พรุ่งนี้เอ็งจะต้องอยู่เฝ้ากุฏิ อย่าให้ไก่ขึ้นมาขี้ได้โดยเด็ดขาด ถ้ามีขี้ไก่ให้ข้าเห็นละก็ ข้าจะให้เอ็งเลียเสียจนเกลี้ยงทีเดียว"
รุ่งเช้าสมภารก็ออกจากวัดไปตามนิมนต์ เชี่ยงเมี่ยงก็นั่งเล่นนอนเล่นคอยไล่ไก่ ไม่ให้ขึ้นมาขี้ใส่บนกุฏิ รู้สึกเคืองสมภารอยู่ในใจ ที่จะลงไปเล่นกับเพื่อนก็ไม่ได้ ก็คิดกลวิธีจะแกล้งหลวงพ่อ โดยเอาน้ำตาลอ้อยไปเคี่ยวจนมีสี และลักษณะเหมือนขี้ไก่ คือ อุจจาระไก่ท้องเสีย แล้วก็เอาน้ำตาลเคี่ยวนั้น มาหยดไว้เรียงรายเต็มกุฏิไปหมด
พอหลวงพ่อกลับมาจากสวดมนต์ เห็นขี้ไก่เต็มกุฏิก็ไมโห
"เอ็งต้องเลียขี้ไก่ให้หมดนา ไม่ยังงั้นข้าจะเฆี่ยนเอ็งให้หลังขาดทีเดียว" ว่าแล้วหลวงพ่อ ก็ฉวยไม้เรียวมายืนคุม
ฝ่ายเชี่ยงเมี่ยงไม่ได้รอช้า จัดแจงเลียขี้ไก่ปลอมจนเกือบหมด เหลือไม่กี่กองด้วยความเอร็ดอร่อย หลวงพ่อจึงเกิดความสงสัยยิ่งนัก จึงถามเชี่ยงเมี่ยงว่า
"เอ็งทำไม่กินขี้ไก่หน้าตาเฉย" เชี่ยงเมี่ยงตอบว่า "หลวงพ่อไม่รู้อะไร ขี้ไก่โม่นี้อร่อยหวานมันที่สุด ไม่เชื่อหลวงพ่อลองชิมดูซิ" เมื่อหลวงพ่อลองชิมดู ก็เห็นว่าเป็นจริงอย่างที่เชี่ยงเมี่ยงบอก จึงกินขี้ไก่ที่เหลือจนหมด และสั่งเชี่ยงเมี่ยงว่า
"พรุ่งนี้ข้าจะไม่อยู่ เอ็งไม่ต้องเฝ้ากุฏินะ ปล่อยให้มันขึ้นมาขี้ แล้วอย่ามากินขี้ไก่ของข้าเสียด้วย"
เช้าวันรุ่งขึ้นหลวงพ่อก็ออกจากวัด เชี่ยงเมี่ยงก็ได้เล่นสนุกสนานกับเพื่อนๆ ปล่อยให้ไก่ขึ้นมาขี้บนกุฏิเต็มไปหมด ครั้นตกเย็นเมื่อหลวงพ่อกลับมา เห็นขี้ไก่เต็มกุฏิก็ดีใจ นึกชมเชี่ยงเมี่ยงในใจว่าทำตามคำสั่งดี รีบไล่เชี่ยงเมี่ยงให้ไปวิ่งเล่น เพื่อจะได้จัดการกินขี้ไก่
แล้วสมภารก็รู้ว่าขี้ไก่วันหลังกับวันแรกนั้นไม่เหมือนกันเลย วันหลังเหม็นและไม่มีรส ทำให้อาเจียนและหมดแรง และอาพาธไปหลายวัน
ครั้นหายจากอาพาธแล้ว สมภารก็ออกบิณฑบาตรตามปกติ สั่งให้เชี่ยงเมี่ยงถือปิ่นโตตามหลัง มีหญิงคนหนึ่งนำเอาตับย่างมาใส่บาตร หลวงพ่อก็ให้เชี่ยงเมี่ยง หยิบชิ้นตับออกจากบาตรมาใส่ปิ่นโตไว้ ครั้นเดินรับบาตรจนสาย หลวงพ่อจึงบ่ายหน้ากลับวัด ขณะที่เดินไปตามคันนา หลวงพ่อหันกลับมาดูเชี่ยงเมี่ยง กลัวจะเดินตามไม่ทันเพราะยังเด็กอยู่ ก็เห็นเชี่ยงเมี่ยงเคี้ยวอะไรหมุบหมับอยู่ในปาก จึงถามว่า
"นั่นเอ็งเคี้ยวอะไรอยู่ในปากของเอ็งวะ ไม่มีอะไรหรอกขโมยตับควายของข้ากินน่ะ เอ็งไม่ต้องกินอีกแล้ว เอ็งนี่ตะกละแท้ๆ"
เชี่ยงเมี่ยงจึงตอบสมภารว่า "ผมก็เลิกกินแล้วละครับ ตับอะไรก็ไม่รู้ ไม่อร่อยเลย คนทำไม่เข้าใจทำ ทำไม่เป็น"
สมภารได้ยินดังนั้นก็นึกขำ จึงพูดว่า
"อ้ายสู่รู้ แล้วเอ็งน่ะทำเป็นหรือ"
"หลวงพ่อครับ จะกินตับย่างให้อร่อย จะต้องล้วงออกมาจากท้องควายสิครับ ล้วงไปทางก้นมันนั่นแหละ ถึงจะอร่อย" หลวงพ่อฟังแล้วก็เฉยเสีย
บังเอิญชาวบ้านเอาควายมาปล่อย ให้กินหญ้าแถวนั้นตัวหนึ่ง ควายกำลังอุจจาระอยู่พอดี เชี่ยงเมี่ยงจึงบอกสมภาร
"ได้การละครับ จะกินตับย่างให้อร่อย ต้องล้วงทวารควาย ตอนมันขี้นี่แหละ"
สมภารก็เชื่อ วางบาตรเดินตรงไปที่ควาย แล้วเอามือล้วงเข้าไปในทวารควาย เกือบจะถึงข้อศอก เพื่อจะล้วงเอาตับ
ฝ่ายควายเมื่อมีคนล้วงก็ตกใจ จึงวิ่งเตลิดสุดแรง หลวงตาเอามือออกไม่ได้ ถูกควายดึงถูลู่ถูกัง เหนื่อยจนขาดใจถึงแก่มรณภาพ
ส่วนเชี่ยงเมี่ยง แทนที่จะหาทางช่วยเหลือหลวงพ่อของตน หรือตกใจ หลับยืนหัวเราะด้วยความขบขัน ที่ตนสามารถแกล้งหลวงพ่อได้ แก้แค้นที่ถูกขัดคอ ตอนขโมยตับควายย่างกิน หัวเราะหลวงพ่อซึ่งนอนมรณภาพ เสียจนขากรรไกรค้าง หุบปากไม่ได้ ต้องเสียชีวิตตามหลวงพ่อไปอีกคน ..

 

- นายสุกกับนายดิบ -

กาลครั้งหนึ่ง ยังมีตายายสองคนผัวเมีย บุตรสาวของตายาย กำลังเติบโดเป็นสาวหน้าตาหมดจด พ่อกับแม่จึงรีบปรึกษาหารือกัน เพื่อจะจัดการให้มีเหย้ามีเรือน เป็นหลักฐานเสีย วันหนึ่งตาบอกกับยายว่า
"ลูกสาวคนโตของเรานั้น ถ้ามีใครมาสู่ขอ จะยากเย็นเข็ญใจอย่างไรข้าก็จะยกให้ ขออย่างเดียว ต้องเป็นคนเคยบวชเรียนมาแล้วเท่านั้น"
"เอาล่ะๆ" ยายพูดต่อ "เจ้าคนเด็กของข้านั้น คนที่มาขอจะเคยบวชเรียนหรือไม่ข้าจะไม่ถือ ขออย่างเดียวให้ข้าชอบ ข้าเป็นยกให้ทั้งนั้น"
ขณะที่ตากับยายปรึกษากันอยู่นี้ บังเอิญมีชายหนุ่ม 2 คน ติดฝนเข้ามาและพักอยู่ที่ใต้ถุนเรือน ได้ยินความโดยตลอด หนุ่มคนหนึ่งบวชเรียนแล้ว ส่วนอีกคนหนึ่งยังไม่เคย ต่างฝ่ายก็จัดเฒ่าแก่ไปสู่ขอลูกสาวของตายาย คนที่บวชแล้ว และได้แต่งงานกับลูกสาวคนโต ชื่อ นายสุก คนที่ไม่เคยบวชและได้ลูกคนเล็ก ชื่อ นายดิบ ต่างก็เข้ามาอยู่ในบ้านพ่อตาแม่ยายทั้งสองคน
นายดิบนั้นพ่อตาเกียดมาก คอยจับผิดอยู่เสมอ แต่กลับเป็นคนโปรดของแม่ยาย อยู่มาวันหนึ่ง ตาจะไปนาของแกที่อยู่ในตำบลห่างไกล จึงให้ยายตระเตรียมข้าวของ และอาหารลงไปในเรือ 2 แจว แล้วให้นายสุกแจวหัว นายดิบแจวท้าย ส่วนพ่อนั่งกลาง
ในระหว่างทางที่แจวเรือไปนั้น ทั้ง 3 คน แลเห็นนกกระทุงกำลังเล่นน้ำอยู่ พ่อตาจึงถามนายสุกว่า ทำไมนกกระทุงจึงลอยอยู่ในน้ำได้ นายสุกตอบว่า
"เพราะขนของมันมากจ้ะพ่อ"
ครั้นพ่อตาหันไปถามนายดิบ ก็ได้ยินคำตอบว่า "เป็นธรรมดาของมันพ่อ"
แล้วก็แจวเรือกันต่อไป ไปพบคราวนี้ไปเจอนกกระสา กำลังส่งเสียงร้อง พ่อตาจึงถามนายสุกอีกว่า
"เป็นไงวะสุก นกกระสามันจึงร้องดัง"
"ก็เพราะคอมันยาวนั่นสิพ่อ" นายสุกตอบ ส่วนคำตอบของนายดิบนั้นก็คงเดิมคือ "เป็นธรรมดาของมันพ่อ"
เดินทางต่อไปอีกหน่อย เรือแจวผ่านกอไผ่กอหนึ่ง ข้างนอกใบสีแดง ด้านในของใบสีเขียว พ่อตาก็ถามนายสุกอีก
"เป็นไงสุก อ้ายไผ่นี่ใบแปลก ทำไมข้างนอกใบมันจึงแดง แล้วก็ด้านในของใบทำไมจึงเขียว
นายสุกก็ตอบได้อีก "ข้างนอกใบมันถูกแดด ใบมันจึงแดง ข้างในใบมันลับแดด ใบมันจึงเขียว"
พอนายสุกตอบเสร็จ พ่อตาก็หันไปถามเขยเล็ก นายดิบก็ตอบอย่างเดิมว่า "เป็นธรรมดาของมันพ่อ"
ครั้นแล้วก็พากันพายเรือต่อไป จนไปถึงที่นาซึ่งมีอยู่ 2 แปลง แปลงหนึ่งโล่งเตียน ไม่มีพืชพันธุ์หรือต้นไม้ขึ้นเลยแม้แต่ต้นเดียว ส่วนอีกแปลงหนึ่งมีพืชพันธุ์ และต้นไม้ขึ้นอยู่ครึ้ม แลดูเขียวชอุ่ม พ่อตาจึงถามเขยคนรักอีกว่า ทำไมจึงเป็นอย่างนั้น
นายสุกอธิบายว่า "ที่นา 2 ผืนผิดกันก็เพราะว่า ที่โล่งเตียนนั้นมีทางน้ำเค็มไหลผ่าน พืชพันธุ์แม้แต่ต้นข้าวจึงไม่มีทางจะงอกขึ้นได้ ส่วนแปลงที่เขียวชอุ่มนั้นก็เพราะ ไม่มีทางน้ำเค็มไหลผ่าน อะไรต่ออะไรก็งอกขึ้นได้"
พ่อตาหันมาถามนายดิบ คำตอบก็มีเพียงประโยคเดิมประโยคเดียวเท่านั้นคือ "เป็นธรรมดาของมันเองอีกแหละพ่อ"
พอดูแลที่นาเสร็จแล้ว พ่อตาและลูกเขยทั้งสองก็แจวเรือกลับบ้าน กว่าจะถึงบ้านก็เข้าใต้เข้าไฟแล้ว กระนั้นพ่อตาก็ตรงไปต่อว่าต่อขานภรรยาเป็นการใหญ่ ในเรื่องที่เอาคนโง่อย่างนายดิบมาเป็นเขย กล่าวหาต่อไปว่า นายดิบเป็นคนปัญญาทึบ ไม่เฉลียวฉลาดเอาเสียเลย สู้นายสุกเขยใหญ่ก็ไม่ได้ ต่อว่าเสร็จแล้วพ่อตาก็เข้าไปอาบน้ำ เพื่อรับประทานอาหารเย็น ซึ่งเลยเวลาไปมากกว่าทุกวันแล้ว
แม่ยายกับลูกสาวจึงช่วยกันรีบจัดสำรับอาหารเย็น เมื่อทุกคนออกมาพร้อมหน้ากันแล้ว แม่ยายจึงถามนายดิบต่อหน้าทุกคน ไปทำผิดพลาดอะไรมา พ่อตาเขาจึงโกรธเคืองมากมาย นายดิบจึงเล่าให้แม่ยายฟังว่า
"ก็ไม่มีอะไรหรอกแม่ ตอนเข้าไปดูนา แจวเรือไปเจอะนกกระทุงกำลังว่ายน้ำอยู่ พ่อเขาถามพี่สุกว่า ทำไปนกกระทุงจึงลอยน้ำได้ พี่สุกเขาตอบพ่อว่า เพราะขนมันมาก พอพ่อหันมาถามฉัน ฉันก็ตอบว่า เป็นธรรมดาของมัน"
แม่ยายถามแทรกขึ้นว่า "อ้ายธรรมดาของเอ็งนั้นเป็นอย่างไง"
"ก็ทำไมล่ะแม่ ทีมะพร้าวมันมีขนมากเมื่อไร ทำไมมันจึงลอยได้ จริงไหมแม่"
"ไม่ใช่เรื่องเดียวล่ะมั้ง" แม่ยายถามต่อ
"พอแจวต่อไปอีกหน่อยนะแม่ เราก็ไปเจอนกกระสามันร้องเสียงดังก้องทุ่ง พ่อก็ถามพี่สุกเขาอีกว่า ทำไมนกกระสาร้องเสียงมันจะดังกว่านกอื่น พี่เขาก็ตอบว่า เพราะคอมันยาว พอพ่อถามฉัน ฉันก็ว่าธรรดาของมัน ก็แม่ดูสิกบ อึ่งอ่าง คางคก คอมันแสนจะสั้น มันยังส่งเสียงร้องขรมท้องทุ่งทั้งวันทั้งคืน คอมันยาวเสียเมื่อไรล่ะแม่"
แม่ยายหัวเราะด้วยความถูกใจ นายดิบก็เล่าต่อไปอีก "แจวต่อไปอีกหน่อย เจอกอไผ่ข้างนอกใบแดง ข้างในใบเขียว พ่อเขาก็ถามพี่สุกอีก พี่สุกเขาตอบพ่อว่า ข้างนอกใบมันถูกแดด ใบมันจึงแดง ข้างในใบมันไม่ถูกแดด ใบมันจึงเขียว พอพ่อหันมาถามฉัน ฉันก็ต้องตอบว่าเป็นธรรมดาของมัน แม่ลองคิดดูซิ แตงโมเห็นไหม เปลือกนอกมันตากแดดอยู่เท่าไรๆ ทำไมมันจึงเขียวปร๋อ ส่วนเนื้อในมันเคยถูกแดดเมื่อไร มันยังแดงแจ๋ได้" "ก็จริงของเอ็ง" แม่ยายหนุน
"แล้วพี่สุกกับฉันก็ช่วยกันแจวเรือให้พ่อแกนั่งต่อไปอีกสักครู่ใหญ่ จึงถึงนา แม่ก็คงจำได้มีอยู่ 2 แปลง แปลงหนึ่งเตียนโล่ง ส่วนอีกแปลงหนึ่งนั้นต้นไม้ขึ้นเขียวชอุ่ม พอพ่อถามพี่สุกๆ เขาก็ว่า แปลงที่เตียนนั้นเป็นเพราะทางน้ำเค็มไหลผ่าน ส่วนอีกแปลงน้ำทะเลไม่ไหลผ่าน ต้นไม้จึงขึ้น แล้วนายดิบก็หยุดคิดครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบด้วยความเกรงใจพ่อตาผู้ผมน้อย
"อย่างคนหัวล้าน เห็นไหมแม่ มันถูกทางน้ำเค็มไหลผ่านที่ไหนกัน ผมยังไม่ยอมขึ้น"
ตั้งแต่วันนั้นต่อมา พ่อตาก็หายเคืองแค้นเขยคนเล็ก เพราะคิดขึ้นมาได้ว่า แม้ไม่บวชนายดิบก็ไม่โง่อะไร..

 

- ซื่อจนเซ่อ -

เพราะซื่อจนกว่าที่จะบวชเป็นพระตลอดชีวิตได้
เมื่อสึกออกมาอยู่บ้าน สินก็พกเอาศีล 5 มาปฎิบัติอย่างเคร่งครัด ไม่ฆ่าสัตว์ตัดชัวิต แต่ด้วยความกตัญญู แม่บอกจะให้ทำอะไร สินจะเชื่อฟังโดยไม่มีข้อแม้เสมอ
ด้วยใจรักสงบ และคุ้นกับความสงบ และความวิเวกของชีวิตในเขตวัดมาระยะหนึ่ง สินมักชอบเดินเข้าไปเที่ยวในป่า และปฎบัติเช่นนั้นทุกวัน
วันหนึ่งขณะเดินชมนกชมไม้อยู่นั้น สินเหลือบไปเห็นนกเขาป่าตัวหนึ่ง เกิดอยากกินแกงเผ็ดนกขึ้นมาทันที จะฆ่านกด้วยมือตนเอง สินทำไม่ได้ สินจึงบอกกับนกว่า
"นี่แน่ะ เจ้านกเขา จงบินไปที่บ้านของข้าที่อยู่ริมแม่น้ำ แล้วก็ไปหาแม่ข้า ให้จับเจ้าแกงให้ข้ากินด้วย"
แล้วสินก็เดินผิวปาก นึกในใจว่า "วันนี้กินแกงป่าสับนกให้อร่อยไม่ได้กินมานานแล้ว" ตอนเย็นเมื่อกลับถึงบ้าน เขาถามหาแกงนกจากแม่ ผู้ไม่รู้เรื่องราวอะไรด้วยเลย แต่เมื่อนางได้ฟังคำยืนยันจากลูกว่า บอกนกให้บินมาให้แม่แกงให้เขากินแล้ว แม่ก็หัวเราะด้วยความเอ็นดูสอนลูกว่า
"โธ่เอ๋ย ไปบอกนกมันให้บินมาให้แม่แกง ถึงมันจะรู้ภาษามันก็คงไม่บินมา ยิ่งมันเป็นสัตว์ไม่รู้ภาษาด้วย แม่จะเอานกที่ไหนแกงล่ะลูก" แล้วแม่ก็พูดต่อไปว่า "ทีนี้อยากแกงนกก็ต้องตีเอาหรือยิงก็ได้ เอาติดมือมาให้แม่ด้วย" ตกลงยอดคนซื่อก็ไม่ได้กินแกงนก
วันต่อมาเขาเดินเข้าไปในป่าอีก แลเห็นเห็ดขึ้นอยู่เกลื่อนใต้ตอไม้ผุๆ นึกอยากกินแกงต้มยำเห็ด เขาจึงหาไม่ดุ้นหนึ่ง ตีเห็ดจนแหลก แล้วก็เก็บห่อใบตองมาให้แม่แกงให้กิน เมื่อแม่เห็นก็มิได้ดุว่า เพราะเป็นลูกชายคนเดียว สอนลูกว่า
"ทีนี้เห็นเห็ดละก็ ต้องค่อยๆ เก็บ เอาที่ตูมๆ ตีมาเสียแหลกอย่างนี้ จะเอามาทำอะไรได้" ว่าแล้วแม่ก็โยนห่อเห็ดทิ้งไป "เอาละแม่ ทีนี้เห็นอะไรน่ากินจะเก็บเบาๆ มือ มาให้แม่ทำให้กินจ้ะแม่" แล้วเขาก็เดินลงไปผ่าฟืนที่ใต้ถุนบ้าน
ต่อมาเขาเข้าป่าอีก เดินลึกเข้าไปในป่ามากกว่าทุกวัน ไปพบรวงผึ้งที่ห้อยอยู่บนต้นไม้ ซึ่งพอจะปีนขึ้นไปเก็บได้ เขาจึงค่อยๆ เอามือเก็บผึ้งออกทีละตัว เพื่อให้ตัวหมดรัง จะเก็บรังผึ้งกลับบ้านให้ได้ ปรากฎว่าเขาถูกผึ้งต่อยจนหน้าปูดบวมไปหมด กลับมาถึงบ้าน แม่เห็นเข้าตกใจมาก พอลูกเล่าความจริงให้ฟัง แม่จึงบอกเขาว่า
"ถ้าลูกเห็นรังผึ้ง อย่าเข้าใกล้ เอาไม้ยาวๆ เขี่ยตัวออก หรือไม่ก็เอาไฟลน จะใช้ควันบุหรี่ให้ผึ้งเมาจนร่วงจากรังหมดก็ได้ มิฉะนั้นตัวผึ้งจะรุมต่อยเอา บุญแล้วที่ไม่ใช่ผึ้งหลวง" แม่ก็เก็บเหล็กในออกให้เขา แล้วก็ทายาแก็ปวดให้
ต่อมาไม่นานเขาก็เข้าป่าอีกด้วยความเคยชิน เขาสวนทางกับนักบุญที่แต่งตัวคล้ายฤาษี สวมหนังสัตว์และห้อยประคำ เขาเห็นแล้วไม่รู้จัก จะเป็นพระก็ไม่ใช่คนก็ไม่เชิง เขาจึงเอาไฟจุดแล้ววิ่งไล่ เพื่อลนฤาษีคนนั้น ฤาษีไม่รู้ตัวจึงวิ่งหนีไปโดยไม่คิดชีวิต นึกในใจว่า "วันนี้โชคไม่ดีมาพบคนบ้าเข้าได้"
พอกลับถึงบ้าน แม่ถามว่า "ได้อะไรมาให้แม่ทำให้กินบ้างลูกเอ๋ย"
"ไม่ได้อะไรมาดอกจ้ะแม่ วันนี้ไปพบตัวอะไรมาก็ไม่รู้ เหมือนคน แต่เอาหนังเสือสีเหลืองพันกาย ฉันกลัวจึงจุดใต้ เอาไฟลนเสียวิ่งหนีป่าราบไปเลย" เล่าพลาง สินคนซื่อก็หัวเราะไปพลางด้วยความขบขัน
แม่รู้สึกตกใจมาก "ตายแล้วลูก รู้หรือเปล่า นั่นเขาเรียกว่า ฤาษี ท่านไม่ทำอะไรใครดอก ออกบิณฑบาตรทุกวัน มันน้อยกินแต่ผลไม้ใบหญ้าในป่า ไม่ค่อยอาบน้ำ คนไม่เคยเห็นก็นึกว่า คนสติไม่ดี" แม่สาธยายให้ลูกฟัง แล้วก็ลงท้ายว่า "ต่อไปนี้ พบท่านอีก ลูกต้องนั่งลงไหว้ หรือกราบท่านนะลูก"
"จ้ะ ฉันจะไหว้ ฉันจะกราบ ฉันนี่บาปใหญ่แล้วนะแม่" สินรับสารภาพผิดด้วยความเสียใจ
เขาหยุดเข้าไปหาของในป่าเสียหลายเดือน ในที่สุดก็อดรนทนไม่ได้ เข้าป่าอีก เนื่อจากไม่ได้เข้าป่าเสียนาน เขาจึงเดินท่องเที่ยวในป่าจนใกล้พลบ กว่าจะรู้ตัว ความมืดก็โรยตัวอย่างรวดเร็ว
สินได้ยินเสียงสวบสาบอยู่ข้างทาง เมื่อเขาหันไปมองก็เห็นอะไรเหลืองๆ อยู่หลังแนวไม้ สัตว์นั้นเคลื่อนตัวอย่างรวดเร็ว และปรากฎตัวออกมาเผชิญหน้ากับเขา น่าสงสารที่ตลอดชีวิตของสิน เขาไม่เคยเห็นเสือเลย เมื่อเสือลายพาดกลอนตัวใหญ่โผล่ออกมาจะตะปบเขา เขากลับค่อยๆ นั่งยองๆ ลงไหว้เสือตามที่แม่สั่ง เพราะนึกว่าเสือนั้นคือฤาษี ด้วยหนังและลายเดียวกัน สินคนซื่อจึงสิ้นชื่อ ถูกเสือตะปบกิน เสียตั้งแต่ยังไม่ทันค่ำสนิท
นิทานเรื่องนี้จึงสอนว่า คนบางคนทำได้ตามคำสั่ง ไม่มีสติปัญญาพอจะประยุกต์คำสั่ง และคำบอกเล่าอะไรได้เลย การใช้คนอย่างนี้ไปทำงาน ก็เหมือนใช้เขาเสี่ยงอันตราย เมื่อเสียเขาไปแล้วจะต้องเสียใจ เสียดาย ..

 

- ยันต์สามดอก -

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ยังมีชายชาวลานนาคนหนึ่ง อยู่กับพ่อผู้ยังชีพด้วยการทำสวน แม่ของเขาตายเสียตั้งแต่เมื่อเขายังจำความไม่ได้ ความสงสารลูกประกอบทั้งความยากจน ชายผู้พ่อก็มิได้แต่งงานใหม่ เลี้ยงลูกจนเติบใหญ่ด้วยมือของตัวเอง ช่วยกันรดน้ำพรวนดิน เก็บพืชพักผลไม้ขาย บางทีก็อดมื้อกินมื้อ ฐานะขัดสนพยายามเลี้ยงลูกชาย มาจนลูกชายนั้นอายุได้ 15 ปี
อยู่มาวันหนึ่ง ชายผู้พ่อรู้สึกตัวว่าไม่สบายมาก และมีลางสังหรณ์ว่าตัวนั้น คงจะอยู่ได้ไม่นาน จึงมีความเป็นห่วงลูกชายเป็นอย่างยิ่ง เพราะยังโตไม่พอที่จะเลี้ยงตัวได้ ชายผู้พ่อแข็งใจทำตะกรุดขึ้น 3 ดอก เป็นกะกรุดใหญ่ ถักเชือกขั้นเป็นเปราะ 3 ดอก แล้วยื่นให้แก่ลูก พลางบอกลูกด้วยเสียงอันแหบแห้งว่า
"อ้ายหนู เอ็งเอาตะกรุดนี้แขวนคอไว้ อย่าให้ถอดออกจากตัวได้ เมื่อไหร่เอ็งตกยากเข้าที่อับจน เอ็งก็แกะตะกรุดดอกแรก ทางขวามือออกคลี่ แล้วอ่านจารึกในตะกรุดดู ความทุกข์ยากจะหายไปทั้งสิ้น หมดบุญพ่อแล้วก็มีแต่ตะกรุดนี่แหละ ที่จะคอยช่วยเหลือเอ็งได้"
ลูกชายเอื้อมมือไปรับเชือกที่ร้อยตะกรุด 3 ดอก พลางร้องไห้สะอึกสะอื้นไปพลาง แข็งใจตอบไปตามคำสั่ง ไม่ต้องห่วงฉันดอก หลับเสียบ้างจะได้พัก แล้วจะได้หายเจ็บ ว่าแล้วชายหนุ่ม ก็เอาสร้อยเชือกเส้นนั้นแขวนที่คอไว้
แล้วในที่สุดพ่อเขาก็ตาย ลูกชายจึงจัดการเผาศพพ่อตามประเพณี อย่างดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ เมื่อเสร็จพิธีศพพ่อแล้ว ชายหนุ่มมาคิดว่า "เราจะอยู่ที่เก่าทำสวนกินคนเดียว คงเป็นไปไม่ได้ เราไปหากินตายเอาดาบหน้าจะดีกว่า พ่อก็ดูเหมือนอยากจะให้เราทำอย่างนั้น"
คิดแล้วชายหนุ่มก็เก็บข้าวของห่อผ้าขาวม้า ออกเดินมุ่งหน้าลงมาทางใต้ เขาไปที่ไหนก็พยายามหางานทำ โดยไม่เลือกงาน แต่ก็หาไม่ได้ เร่รอนผ่านเมืองต่างๆ ลงมาหลายเมือง เงินทองเล็กๆ น้อยๆ ที่พ่อทิ้งไว้ให้และเอาติดตัวมา ก็ร่อยหรอจนหมดตัว ต้องเอาแรงงานแลกข้าวชาวบ้านกิน
วันหนึ่งเขาไปขอข้าวบ้านใครกินไม่ได้ เพราะแต่ละบ้านก็ยากจนด้วยกันทั้งนั้น ผ่านลำธารหรือคลอง เขาก็ก้มลงช้อนน้ำกินดับความหิว ในที่สุดหิวจนทนไม่ได้ เกิดอาการหน้ามืดเดินต่อไปไม่ไหว เขานึกถึงคำที่พ่อสั่งขึ้นมาได้ เขาจึงแก้ตะกรุดลูกที่ 1 ออกมาคลี่ดู
ปรากฎว่าเขาอ่านตัวอักษรในตะกรุดนั้นไม่ออก ต้องไปขอให้สมภารวัดข้างทางอ่านให้ คาถาในตะกรุดนั้นเขียนไว้แปลได้ว่า "หากเห็นพระสงฆ์องค์ใดอยู่ใกล้ๆ ให้ขอข้าวสุกท่านกิน และขออยู่กับท่าน"
พระผู้อ่านจารึกในตะกรุด จึงชวนชายหนุ่มให้อยู่ที่วัดเสียระยะหนึ่งก่อน จะได้มีทั้งที่กินและที่นอน ไม่ต้องตุหรัดตุเหร่ต่อไป ชายหนุ่มก็ปรนนิบัติพระ ด้วยความขยันขันแข็ง จนพระสมภารเกิดความเมตตาสอนหนังสือให้ จนอ่านออกเขียนได้คล่องแคล่ว ชายหนุ่มจึงคิดในใจว่า
"พระอาจารย์ก็มีความเมตตากรุณาตัวเราเป็นอย่างยิ่ง แต่ถ้าเราจะอยู่อย่างนี้ ก็คงจะต้องเป็นลูกศิษย์พระไปจนตาย จะลองนำความคิดนี้ไปปรึกษาพระอาจารย์ดู"
พระอาจารย์เมื่อฟังลูกศิษย์ปรารภก็เกิดเห็นด้วย จึงอนุญาตให้เขาลาเดินทางผจญโชคต่อไป แต่โชคไม่ช่วยทั้งๆ ที่เขาเป็นคนดี และขยันขันแข็ง ยิ่งเดินทางไปๆ ก็ยิ่งจนลงๆ หางานอะไรทำก็ไม่ได้ จะถึงต้องอดมื้อกินมื้อ จนในที่สุดเดินไม่ไหว เขาจึงตัดใจแกะตะกรุดดอกที่สองออกมา คลี่อ่านข้อความในตะกรุดนั้นเป็นภาษาหนังสือธรรมดา บอกไว้ว่า
"ต้นไม้เป็นเงินเป็นทอง" ชายหนุ่มเข้าใจความสั้นๆ นี้เป็นอย่างดี จึงเข้าป่าตัดฟืนมาขายได้เงินทองมาซื้ออาหารกิน เปลี่ยนเสื้อผ้าใหม่ สิ้นทุกข์ไปอีกระยะหนึ่ง ในที่สุดฟืนก็หมดป่า ทำให้เขาตกอับต้องยากจนอย่างเดิมอีก เมื่อหมดหนทาง เขาจึงแกะตะกรุดดอกสุดท้ายออกมาคลี่ดู ความที่จารึกไว้สั้นๆ มีว่า
"ของที่แน่นอนอยู่ในไร่" พออ่านจบเขาก็เข้าใจทันที เสียใจที่ตนทิ้งไร่และสวน อันเป็นสมบัติของพ่อแม่เสีย หากเขาหยุดการเร่ร่อน กลับไปยังที่ดินของตัว หักล้างถางพง เริ่มทำสวน ปลูกผัก ปลูกต้นไม้ ทำจริงจัง หยุดเร่ร่อนก็จะตั้งหลักแหล่งได้
เมื่อคิดได้ดังนั้น เขาจึงเกิดความปลอดโปร่งใจ รีบเดินทางกลับมาอยู่บ้านเดิม ชาวบ้านแถวนั้นก็คุ้นเคยกันมาก่อน เดินผ่านบ้านไหนต่างก็เรียกชายหนุ่ม ให้ขึ้นไปกินข้าวบนเรือน และมิได้เรียกแต่ปาก ขยั้นขยอให้ร่วมรับประทานอาหาร ตามอัธยาศัยของชาวบ้านไทย ชายหนุ่มเกิดความรู้สึกเสียดายเวลาที่ผ่านไป และที่ตนตัดสินใจทิ้งถิ่นเดิม ไปในที่ใหม่ ขาดทั้งความจัดเจนในพื้นที่ ขาดทั้งคนชอบพอคุ้นเคยเพื่อนและญาติ จึงทำให้เขาต้องลำบากอยู่นาน
หลังจากได้รับความอบอุ่น จากการต้อนรับของเพื่อนบ้าน ที่รู้ว่าเขาเป็นคนกำพร้าทั้งพ่อและแม่ เขาก็เกิดกำลังใจ หักล้างถางพง ชาวบ้านก็นำเอาเม็ดพืชพันธุ์ มาบริจาคให้ตามมีตามเกิด
ไม่ช้าไม่นานเขาก็ได้เก็บผักขาย ต่อมาต้นไม้ทั้งเก่าและใหม่ก็ได้ผล หลังจากเขาแต่งงาน กับลูกสาวชาวบ้านหน้าตาหมดจด และขยันขันแข็งแล้ว สองคนผัวหนุ่มเมียสาวก็ช่วยกันทำมาหากิน จนเก็บเงินทองได้ ไม่ลำบากอีกจนตาย
ทั้งลูกชายลูกสะใภ้ ได้ทำบุญอุทิศส่วนกุศลไปให้พ่อ เขาเอาตัวรอดได้เพราะตะกรุดของพ่อแท้ๆ เขาจะลืมบุญคุณ และความรักห่วงใย ของพ่ออย่างไรได้ ..

 

ลิงกับนายพราน

กาลครั้งหนึ่ง นานมาแล้วยังมีนายพรานคนหนึ่ง อาศัยอยู่ในกระท่อมกลางป่าแห่งหนึ่ง พร้อมด้วยลูกและเมีย แทบทุกวันนายพรานจะต้องเข้าป่าล่าสัตว์มาขาย หรือเป็นอาหารเลี้ยงครอบครัว อยู่มาวันหนึ่ง นายพรานเข้าไปในป่าหาสัตว์เช่นเคย ตั้งแต่เช้ายันบ่ายหาสัตว์ไม่ได้เลยแม้แต่ตัวเดียว จึงเดินลึกเข้าไปในใจกลางป่า กว่าที่ได้เคยไปมาแล้ว ยิ่งเดินลึกเข้าไปป่าก็ยิ่งรก และหนาทึบ ต้นไม้ใหญ่ขึ้นปกคลุมหนาแน่น จนแสงแดดส่องไม่ถึงพื้นดิน
สัตว์ป่าทั้งหลายเมื่อเห็นนายพราน ก็ส่งเสียงร้องระเบ็งเซ็งแซ่ เพื่อส่งสัญญาณภัยต่อๆ กันไป ชั่วพรึกตาเดียวก็แตกตื่นหนีไปจนหมดสิ้น แม้แต่สัตว์ชุกชุมนายพรานก็คว้าน้ำเหลว ไม่ได้อะไรติดมือมาเลย นายพรานก็ยังมุ่งมั่นจะหาสัตว์เล็กๆ ให้ได้สักตัวเดียวก็ยังดี จึงเดินลึกเข้าไปในป่าอีก
ตะวันก็บ่ายคล้อยลงไปทุกที นายพรานก็ยังล่าสัตว์ ไม่ได้เลยสักตัวเดียว เห็นว่าอากาศขมุกขมัวลงทุกที เขาจึงหลับหลังจะรีบกลับบ้าน แต่เนื่องจากเป็นทางใหม่ไม่คุ้นเคยมาก่อน นายพรานก็หาทางออกไม่ได้ เดินวนเวียนอยู่หลายตลบจนอ่อนใจ เกรงว่าลูกเมียจะคอยด้วยความห่วงใย เพราะไม่เคยกลับบ้านค่ำเลย คิดแล้วก็ทำให้เกิดความทุกข์เพิ่มขึ้นทุกที
ขณะที่ตะวันจะลับยอดไม้อยู่แล้ว จึงหาทางออกพบนายพรานดีใจเหมือนเกิดใหม่ สาวเท้าเดินอย่างรวดเร็ว เพื่อที่จะให้พ้นจากดงทึบก่อนตะวันจะสิ้นแสง
ระหว่างเดินทางกลับ นายพรานเกือบจะไม่เห็นทาง และหิวโหยยิ่ง และโดยที่มิได้คาดฝัน มีเสือโคร่งตัวใหญ่ โผล่พรวดออกมาจากพุ่มไม้ข้างทาง นายพรานเห็นเช่นนั้นตกใจยืนตะลึงตัวแข็งอยู่ ไม่รู้จะทำอย่างไร
เสือเมื่อเห็นเหยื่ออย่างไม่คาดก็ดีใจ ตั้งท่าจะตะครุบเอานายพรานเป็นอาหารเสีย นายพรานจะยิงก็เล็งหน้าไม้ไม่ทัน เพราะเสือกระโดดเข้าใส่เสียก่อน จึงตัดสินใจวิ่งหนีอย่างไม่คิดชีวิต โดยมีเจ้าเสือร้ายวิ่งไล่ตามอยู่ข้างหลัง เมื่อจวนตัวจะหนีไม่พ้นแล้ว นายพรานจึงโยนหน้าไม่ทิ้ง แล้วก็ปีนต้นไม้หนีขึ้นไปนั้งหอบ อยู่บนคบไม้ ไม่แน่ใจว่าจะสูงพอหนีเสือหรือไม่
บนต้นไม้นั้นมีลิงแม่ลูกอ่อน กำลังกกลูกให้นอนอยู่ในโพรงไม้ เห็นเหตุการณ์เข้า ก็เกิดสงสารนายพราน จึงหย่อนเถาวัลย์ลงมาให้นายพรานเกาะ โหนตัวขึ้นไปได้อย่างหวุดหวิด นายพรานจึงรอดตายอย่างใจหายใจคว่ำ ด้วยความช่วยเหลือของลิง
ฝ่ายเสือเมื่อพลาดเหยื่อ ก็เกิดความเสียดายนอนเฝ้าตาปริบๆ อยู่โคนต้นไม้นั้นเอง คิดว่านายพรานกำลังหิว คงจะต้องไต่ต้นไม้มาหาอาหารกินแน่ จะได้จับกินเป็นอาหารของตนเสีย
เมื่อสิ้นแสงตะวัน ความมืดโลยตัวเข้ามาแทนที่ ลิงและคนจึงเปลี่ยนอยู่ยาม โดยลิงให้นายพรานนอนก่อน ด้วยเห็นว่าทั้งหิวทั้งเหนื่อย
พอนายพรานหลับได้ยินเสียงกรน เสือจึงพูดอ้อนวอนลิง พลักนายพรานลงมาให้ตนกินเสีย อ้างว่านายพรานนั้นเป็นมนุษย์ใจบาป เที่ยวฆ่าสัตว์ จับลูกสัตว์ไปขาย ทำความทุกข์ยากให้แก่สัตว์ในป่าไว้มากมาย
ฝ่ายลิงก็ตอบเสือไปว่า จะทำอย่างนั้นไม่ได้ เพราะหนีร้อนมาพึ่งเย็น เสือเห็นว่าพูดอย่างไร ก็คงจะไม่เป็นผล จึงเดินไปหาอาหารที่อื่นกินต่อไป เพราะเสือก็ยังไม่ได้กินอาหารเลย
พอตกเที่ยงคืน ลิงจึงปลุกนายพรานให้ลุกขึ้นมาอยู่ยามแทน กำชับแล้วกำชับอีกว่าเสือจะหวนกลับมา พูดอะไรอย่างให้เชื่อเป็นอันขาด แล้วลิงก็ล้มตัวลงนอนหลับไป
จริงดังคาด เสือย้อนกลับมาที่ต้นไม้ใหญ่ต้นนั้นอีก เมื่อเห็นลิงหลับเสือก็อ้อนวอนนายพราน ด้วยวาจาหวานว่า "นายพราน ถ้าท่านอยากจะกลับไปหาลูกเมีย จงผลักลิงลงมาให้เรากินเสีย แล้วเราจะปล่อยท่านกลับบ้าน"
ด้วยความอยากกลับบ้าน และความที่เป็นคนมีนิสัยเห็นแก่ตัว เห็นแก่ชีวิตของตนเอง นายพรานจึงหลงเชื่อเสือ ผลักลิงซึ่งเคยมีบุญคุณช่วยชีวิตตนไว้จากปากเสือ ตกลงไปให้เสือกินทันที เสือกระโดดตะครุบคอลิงไว้ได้ ลิงใจบุญเมื่อตกอยู่ในสถานการณ์คับขันเช่นนั้น เห็นว่าจะเอาตัวรอดได้หรือไม่ ก็ตามต้องพยายาม จึงทำใจดีสู้เสือ แกล้งทำหัวเราะขึ้นด้วยเสียงอันดัง เสือได้ยินเช่นนั้นก็แปลกใจจึงถามลิงว่า
"จะต้องตายอยู่รอมมะล่ออย่างนี้แล้ว เอ็งจะหัวเราะไปหาอะไร เอ็งนี่มันพิกลแท้ๆ ทีเดียว"
"ท่านนี่ก็เป็นสัตว์ใหญ่ และแข็งแรงมีอำนาจน่าเกรงขาม ข้าไม่นึกเลยว่าท่านจะโง่ถึงเพียงนี้" ลิงตอบหัวเราะเยาะเย้ยซ้ำขึ้นอีก "เอ็งจะว่ายังไงก็ว่ามา" เสือชักอยากรู้เรื่อง
"อ้าว ไหนๆ ข้าก็จะต้องตายอยู่แล้ว จะบอกความจริงอย่างหนึ่งให้ ธรรมดาลิงน่ะ จะบีบคอ จะตะปบหัว จะกัดตามตัว มีตายเสียเมื่อไหร่เล่าท่านเสือเอ๋ย ก็หัวใจของพวกเรามันอยู่ที่หางต่างหาก นี่แน่จะบอกให้ ก่อนที่ท่านจะกัดฉีก ทิ้งร่างเราให้เละไม่น่ากิน อย่าทำดีกว่ากัด หางเราๆ ก็ตายศพเราก็จะเหลือทั้งตัวกินอร่อยน่า"
เสือโง่พอที่จะเชื่อลิง จึงปล่อยคอลิง เพื่อจะตะครุบหาง ฝ่ายลิงได้โอกาสเช่นนั้น ก็รีบวิ่งขึ้นต้นไม้เสียทันที ยักคิ้วหลิ่วตาทำท่าล้อเลียนเย้ยหยันเสือ เสือเมื่อเสียรู้แก่ลิงก็โกรธ และเสียดายเป็นอย่างยิ่งนัก เมื่อเห็นท่าไม่มีทางจะได้กินนายพราน และลิงแล้ว ก็รู้สึกหิวเป็นกำลัง เพราะยังไม่ได้กินอาหารมาตลอดวัน จึงรีบผละออกไปหาอาหารที่อื่น แล้วจึงย้อนกลับมาคุมเชิงใหม่
เมื่อเสือไปแล้วไม่นานฟ้าก็สว่าง พอรุ่งอรุณทางลิงจึงพูดฝากลูกไว้กับนายพราน ผู้ไม่ยอมรับว่าเป็นคนผลักลิงไปให้เสือกิน สั่งนายพรานไว้ว่า "นายพราน เสือเป็นสัตว์พยายามยังไงเสีย ก็จะต้องย้อนกลับมาแน่ หากท่านจะเดินกลับบ้าน จะไม่มีทางรอดจากปากเสือ ข้าไต่ไปตามยอดไม้ได้ ดูลูกข้าไว้ให้ดี ข้าจะหาผลไม้มาฝากทั้งตัวท่าน และลูกของข้า" แล้วลิงก็จากไป
ส่วนนายพรานผู้อกตัญญู พอเห็นเสือหายไปก็คิดในใจว่าไม่เห็นมีอะไร หนีลิงกลับตอนนี้สิดี มาป่า 2 วัน ไม่ได้อะไรติดมือไปเลย มีลูกลิงเล็กๆ ไปให้ลูกเราเลี้ยงไว้ดูเล่นก็ยังดี ขืนคอยให้แม่มันกลับมา มันจะไปยอมให้ลูกมันหรือ "
คิดแล้วนายพรานก็อุ้มลูกลิงไต่ต้นไม้ลงมา เพื่อจะกลับบ้าน พอดีสวนทางกับแม่ลิง วิ่งหิ้วผลไม้มาให้ แม่ลิงพอเห็นนายพรานจะพรากลูกของตัว ก็อ้อนวอนขอลูกคืน นายพรานก็ไม่ยอมให้ กลับยกหน้าไม้ยิงแม่ลิงตาย ทั้งๆ ที่กำลังหิ้วผลไม้มาให้ตนกิน
พอแม่ลิงตายแล้ว นายพรานก็มุ่งหน้าเดินกลับบ้าน เสือผู้รู้ทางหนีทีไล่ เห็นว่าขืนหมอบอยู่แถวใต้ต้น คงไม่ได้กินนายพรานแน่ จึงมาหมอบดักอยู่กลางทาง เมื่อเห็นนายพรานอุ้มลิงผ่านมา จึงกระโดดเข้าตะครุบ ขบเคี้ยวนายพรานและลูกลิง เป็นอาหารเสียปรีเปรมไป
นิทานชาวบ้านนั้น น้อยเรื่องนักจะสอนคนให้กลัว และเกลียดสัตว์ ส่วนมากจะเตือนให้ระวังคนด้วยกันแทบทั้งนั้น ..

 

- อำนาจกับปัญญา -

นานมาแล้ว ยังมีโหราจารย์คนหนึ่ง เป็นผู้เคารพนับถืบของคนทั้งหลาย สามารถทำนายบอกเหตุการณ์ในอดีต ปัจจุบัน อนาคต ได้เหมือนกับตาเห็น
แต่หลายครั้งหลายคราว การทำนายของโหราจารย์ผู้นี้ ไม่เป็นที่สบพระทัยของพระราชาแห่งเมืองนั้น จึงทรงตั้งพระทัยไว้ว่าจะให้โหราจารย์ มีชีวิตอยู่นานไม่ได้
ครั้งที่กริ้วที่สุดก็คือ ท่านโหราจารย์ทำนายว่า หญิงสาวในเมืองชะตากำลังร้าย ให้รีบหนีออกนอกเมือง อพยพไปอยู่ที่อื่นเสีย เป็นเหตุให้ข้าราชการบริพาร ออกไปแสวงหาหญิงสาวสวยมาถวายได้โดยยาก
อยู่มาวันหนึ่ง โหราจารย์ไม่ออกจากบ้าน ไปที่ใดเหมือนอย่างเคย ซ้ำยังไม่ยอมทำนายทายทักให้แก่ใคร ครั้นมีคนถามถึงสาเหตุด้วยความสงสัย โหราจารย์ก็ตอบว่า
"พระราชาจะให้ทหารคนสนิท มาตามเราให้เข้าเฝ้าในวังหลวงวันนี้แหละ เราจึงต้องอยู่คอย" วันหนึ่งๆ จะมีผู้คนมาหาโหราจารย์เป็นจะนวนมากมาย ท่านก็ตอบแก่ผู้ที่เข้ามาหาทุกคนเช่นเดียวกัน ยกเว้นแต่ว่าผู้ที่สนิทกันจริงๆ โหราจารย์ก็จะหัวเราะอย่างขบขัน ก่อนที่จะตอบว่า
"พระราชาทรงไม่พอพระทัยเรา เพราะคำทำทายของเรา ให้สตรีสาวสวยทั้งหลาย หนีออกไปจากเมืองหมดไม่มีเหลือ วันนี้พระองค์จึงจะให้ทหารคนสนิท มาตามตัวเราไปเฝ้าในพระราชวัง เพื่อจะหาสาเหตุฆ่าเราเสียด้วยความโกรธ"
เมื่อผู้ที่ได้ยินได้ฟังทั้งหลาย ทำหน้าวิตกเป็นห่วงหรือสงสาร โหราจารย์ก็อธิบายอย่างสบายใจว่า "พระราชานั้น ทรงคิดว่าพระองค์เป็นผู้มีอำนาจสูงสุดในแผ่นดิน จะสั่งฆ่าใครเมื่อไหร่ก็ได้"
พอพูดถึงตรงนี้โหราจารย์ก็หัวเราะ ราวกับว่าเป็นเรื่องไม่สลักสำคัญ เป็นเรื่องน่าขันเสียมากกว่า คนทั้งหลายรู้สึกตกใจและสงสัยไปตามๆ กัน จึงพากันถามว่า
"ท่านอาจารย์จะถูกฆ่า แต่เหตุใดจึงหัวเราะได้อย่างนี้เล่า"
โหราจารย์กลับย้อนไปอีกว่า "พระราชานั้นย่อมมีอำนาจล้นฟ้าใหญ่ยิ่ง จะฆ่าใครเสียเมื่อไรก็ย่อมได้ แต่เราก็เป็นคนมีปัญญา พวกท่านลองคิดกันดูซิว่าอะไรจะแพ้อะไร อำนาจชนะปัญญาหรือจะแพ้ปัญญา
ลูกศิษย์กับคนทั้งหลายที่ห้อมล้อมโหราจารย์อยู่ ณ ที่นั้นตอบเป็นเสียงเดียวราวกับนัดกันไว้ว่า "โดยทั่วไปในโลก ก็เป็นที่ประจักษ์กันแล้วว่า ปัญญาจะต้องชนะอำนาจเสมอ แต่คราวนี้พวกเราห่วงอาจารย์ยิ่ง เพราะไม่มีทาง ที่ปัญญาจะชนะอำนาจโหดพระราขาในคราวนี้ได้ดอก พวกข้าว่า"
"ความจริงเราก็มีความคิดเช่นเดียวกับท่าน" โหราจารย์ตอบ ว่าแล้วก็หัวเราะด้วยเสียงอันดัง อย่างขบขันยิ่งขึ้น ทำให้ทุกคนที่ได้ยินได้เห็นยิ่งพากันงงงวย และบ้างก็ว่า
"อาจารย์ของเราไม่เหมือนเก่าเสียแล้ว ชะรอยกลัวว่าจะถูกประหารชีวิตมากมาย จึงเกิดอาการวิกลจริตเช่นนี้"
"ข้าว่าไม่ใช่อย่างนั้นดอก" ศิษย์เอกของโหราจารย์ ปกป้องอาจารย์ของตน "ท่านโหราจารย์ อาจารย์ของเรานั้น ไม่ใช่คนโง่เขลาเบาปัญญา คอยดูเถิดน่า ท่านจะต้องใช้สติปัญญาของท่าน เอาตัวรอดได้ข้าว่า"
ในที่สุด เวลาที่ท่านโหราจารย์ นั่งคอยอยู่เกือบทั้งวันก็มาถึง ทันทีที่ทหารสนิทของพระราชาโผล่ขึ้นเรือนมา โหราจารย์ก็มิได้แสดงความตระหนกตกใจแม้แต่น้อย กลับหัวเราะแล้วพูดว่า
"ข้าพเจ้าคอยท่านอยู่เป็นนานสองนาน พร้อมที่จะเข้าเฝ้าพระราชาทันที ไม่ต้องเข้าไปแต่งตัว ทำให้ท่านต้องคอยอีกแล้ว"
โหราจารย์ตัดไม้ข่มนาม ถึงความสามารถของตัว ที่บอกอนาคตได้โดยแม่นยำ ทำให้ทหารที่มาจับตัว ต้องดูตากันเลิ่กลัก "มัวชักช้าไปทำไมท่านนายทหาร โปรดเดินนำทางเถิด ข้าพเจ้าจะได้ตามท่านไป"
ทหารที่มากุมตัวได้ยินเช่นนั้นจึงหายตะลึง ด้วยนึกไม่ถึงว่าโหราจารย์ จะรู้กาลอนาคตได้แม่นยำถึงเพียงนี้ ครั้นได้สติ นายทหารที่เป็นหัวหน้าจึงถามขึ้นว่า "ท่านโหราจารย์รู้ได้อย่างไร ว่าข้าพเจ้าจะมากุมตัวท่าน หรือมีใครมาบอกท่านล่วงหน้า เพราะการที่ข้าพเจ้ากับพวกมาในวันนี้ พอได้รับพระราชบัญชาก็ออกเดินทางจากวังมาเลย แม้แต่ทหารที่มาด้วยก็ยังไม่มีใครรู้ว่ามาทำอะไร มีรู้อยู่ก็แต่ข้าพเจ้าแต่เพียงผู้เดียว จะว่ามีใครมาบอกท่านก็เป็นไปไม่ได้ ท่านรู้เสียก่อนที่ข้าพเจ้าจะแจ้งความแก่ท่านเสียอีก"
โหราจารย์จึงตอบว่า "คนทั้งหลายเขาเคารพนับถือข้าก็เพราะข้าหยั่งรู้ อดีต ปัจจุบัน อนาคต ที่ปรากฎและเลื่องลืออยู่"
"เมื่อรู้ตัวว่าจะตายแน่ ทำไมอาจารย์มิได้แสดงความเกรงกลัวอะไรเลย กลับทำท่าตามสบาย" ทหารคนสนิทของพระราชา ถามด้วยความงุนงงสงสัยมากขึ้น
โหราจารย์หัวเราะหึๆ อยู่ในลำคอพูดว่า
"พระราชาของท่านจะจับข้าเอาไปประหารชีวิตในวังนี้ ข้าพเจ้ารู้เสียตั้งแต่ท่านกำลังเฝ้ารับบัญชา อยู่ในพระที่นั่งอันรโหฐาน แต่น่าสงสารพระราชาของท่าน จะผิดหวังอย่างไม่น่าเป็นไปได้"
"ไม่จริงดอก ท่านเดินเข้าวังกับข้าพเจ้าในวันนี้ ก็เท่ากับท่านเดินขึ้นสู่ตะแลงแกงแล้วละ จะไม่มีทางหนีและจะไม่มีคนช่วยเหลือท่านได้ เพราะเราเตรียมการจะมาเกาะกุมตัวท่าน อย่างระมัดระวังยิ่ง ด้วยรู้ว่าท่านนั้นมีลูกศิษย์ลูกหา และคนเคารพนับถือมากมาย" นายทหารยืนยันอย่างมั่นใจ
โหราจารย์หัวเราะอีก "เอาเถิดน่าคอยดูก็แล้วกัน แล้วจะบอกให้ก็ได้ว่า นอกจากจะไม่สามารถฆ่าข้าได้แล้ว พระองค์ยังจะต้องทรงบำรุงรักษาชีวิตของข้า เท่ากับชีวิตของพระองค์เองด้วยซ้ำไป ไม่เชื่อประเดี๋ยวก็รู้"
แล้วเหตุการณ์สำคัญก็มาถึง ขณะที่โหราจารย์หมอบเฝ้า อยู่ต่อหน้าพระพักต์ของพระราชา พระองค์รับสั่งด้วยพระเสียง ที่เต็มไปด้วยความเย้ยหยันว่า
"อีตาโหรเฒ่า แกจงบอกชะตาของแกมาซิว่า ตัวแกนั่นแหละจะต้องตายเมื่อไร" พอสิ้นพระสุรเสียงก็ทรงพระสรวลด้วยเสียงอันดัง
โหราจารย์ได้ฟังดังนั้น ก็แสร้งทำเป็นใช้ดินสอขีดเขียนคำนวน บนกระดานชนวนที่ติดตัวมาพอเป็นพิธี เสร็จแล้วก็กราบทูลว่า
"ควรมิควรสุดแต่จะทรงโปรด เกล้ากระหม่อนลองคำนวนเปรียบเทียบ ชะตาอายุของฝ่าบาท และของเกล้ากระหม่อม ปรากฎตัวเลขออกมาว่า พระราชาธิราชจะเสด็จสวรรคต ตามตำแหน่งแห่งพรหมลิขิต เมื่อชีวิตของข้าพเจ้าแตกดับไปแล้ว เป็นเวลาสามวันพ่ะย่ะค่ะ"
พระราชาผู้ทรงอำนาจได้ฟังดังนั้น ก็ทรงได้สติและดำริในหระหทัยว่า "ถ้าเราฆ่าโหราจารย์เฒ่า เราก็จะต้องตายตามมันไปใน 3 วัน ฉะนั้นมันอายุยืนเท่าไร ก็แปลว่าเราจะได้อยู่นานเท่านั้น" ดำริแล้วก็ทรงประกาศว่า
ตั้งแต่นี้ต่อไป เราขอแต่งตั้งให้โหราจารย์ เป็นพระโหราธิบดีแห่งราชสำนัก ทุกคนเคยให้ความเคารพแก่เราอย่างไร ก็จงให้ความเคารพนับถือแก่โหราจารย์เท่านั้น " แล้วยังสั่งต่อไปว่า
"เรื่องการกินอยู่ของพระโหราธิบดี ก็ให้พนักงานชาววังจัดการปฏิบัติ ให้เหมือนกับว่าพระโหราธิบดี เป็นญาติผู้ใหญ่ของเราทุกประการ"
ปัญญาจึงชนะอำนาจเสมอ ..

 

- ปลาช่อนตัวใหญ่ -

ครั้งหนึ่ง ยังมีเจ้าเมืองเมืองหนึ่ง มีบุตรชายโทนอยู่เพียงคนเดียว เป็นคนมีความประพฤติ และอัธยาศัยไม่มีที่ติ ท่านเจ้าเมืองและภรรยาจึงปรึกษากันว่า
"อันลูกชายของเรานี้ หากได้ภรรยาดีเขาก็จะก้าวหน้าต่อไปในอนาคต ฉะนั้นเราเป็นพ่อแม่ ก็น่าจะต้องช่วยเขาเลือกเฟ้นหญิงสาว มิให้พลาดพลั้งได้"
ครั้นถึงเวลาที่พ่อแม่เห็นว่าลูกชาย น่าจะต้องแต่งงานเสียที จึงเรียกลูกเข้ามาไต่ถาม เพื่อจะปรึกษาหารือกันในเรื่องนี้ เมื่อลูกชายเข้ามานั่งอยู่เฉพาะหน้า เจ้าเมืองผู้เป็นพ่อจึงพูดกับลูกว่า
"บัดนี้เจ้าก็โตเป็นหนุ่มใหญ่ อายุสมควรที่จะแต่งงานมีครอบครัวแล้ว แต่คนดีอย่างเจ้า ควรจะได้แต่งงานกับผู้หญิงฉลาด เจ้าพอหมายตาใครไว้บ้างหรือเหล่า"
เมื่อลูกชายก้มหน้าไม่ตอบ พ่อจึงบอกลูกชายต่อไปว่า
แต่ผู้หญิงที่เจ้าจะแต่งงานด้วยนั้น ก็จะเลือกด้วยความระมัดระวัง พ่อจะให้เวลาเจ้า 7 วัน ไม่ต้องทำอะไรมาก เจ้าไปตามบ้านที่เขามีลูกสาวที่เจ้าถูกตา
"แล้วให้ถามหญิงสาวแต่ละบ้าน ด้วยคำถามเดียวกัน คือ หากจับปลาช่อนตัวใหญ่มากมาได้ตัวหนี่ง จะทำอย่างไรกับปลาช่อนตัวนั้น จึงจะกินได้นาน"
ขณะที่ลูกชายฟังคำสั่งของพ่อ แล้วยังงงเข้าใจไม่แจ่มแจ้งอยู่นั้น ก่อนที่จะเอ่ยปากซักถาม เจ้าเมืองก็สั่งต่อไปว่า
"ออกเดินทางได้แล้ว อย่าลืมว่าเจ้ามีเวลาเพียง 7 วัน ไม่ต้องซักถามอะไรดอก เพียงแต่ว่าเห็นลูกสาวบ้านไหนต้องตา เจ้าก็ถามตามที่พ่อสั่งเท่านั้น อย่าทำอะไรมากไปกว่านั้น"
ฝ่ายภรรยาเจ้าเมืองก็กำชับลูกชายว่า "อย่าลืมล่ะ พอครบ 7 วัน รีบกลับบ้าน ตามคำสั่งของพ่อ"
เนื่องจากลูกชายเจ้าเมือง เป็นหนุ่มรูปงามมารยาทดี แล้วยังเป็นลูกชายโทนของเจ้าเมืองเสียอีก ฉะนั้นสาวๆ จึงทอดสะพานให้เขา พ่อแม่ผู้หญิงก็เต็มใจต้อนรับ อยากจะยกลูกสาวให้ เป็นการสะดวกแก่เขายิ่งนัก
เมื่อพบหญิงสาวบ้านใด เขาก็จะถามเพียงประโยคเดียวเหมือนกันว่า
"ถ้าแม่นางได้ปลาช่อนตัวโตๆ มาตัวหนึ่ง ทำอย่างไรจึงจะกินได้นานๆ"
หญิงเหล่านั้นก็มักจะตอบคล้ายๆ กันว่า
"จะยากอะไร เอาไปทำปลาร้าเสียซิ จะได้เก็บไว้กินค้างปี ได้อย่างสบาย"
บ้างก็อธิบายต่อเติมว่า "ปลาร้าน่ะยิ่งเก็บค้างปียิ่งอร่อยนะจ๊ะ" บางบ้านก็ตอบผิดแผกไปนิดหนึ่ง คือตอบว่า "เอาปลาไปย่างไฟให้แห้ง แล้วตากแดดไว้ ค่อยๆ บิเอาออกมากิน ตัวหนึ่งก็จะกินไปได้หลายหน"
เจ้าหนุ่มก็รับโดยพยักหน้า เพราะคำตอบเหล่านั้นก็ไม่ได้ผิดอะไร อีกบ้านหนึ่ง ตอบแตกต่างออกไปเล็กน้อย คือตอบว่า " ก็เอาไปถอดเกล็ดแร่เป็นริ้ว ตัวโตอย่างนั้นจะทำ 6 ริ้ว 8 ริ้ว คงจะได้ เคล้าเกลือหมักไว้สักคืน รุ่งขึ้นแดดดีๆ ตากไว้ 2 แดด ก็จะเป็นปลาแห้ง ตัดทีละริ้ว ครึ่งริ้ว ก็จะกินได้เป็น 10 วัน" หญิงสาวเหล่านั้นก็ตอบถูกอีก
ในที่สุด เขาก็มาถึงบ้านๆ หนึ่ง แม้แต่ไม่ใช่บ้านเศรษฐี แต่ก็สะอาดเรียบร้อย บริเวณบ้านรื่นตา มีสวนครัวอยู่หลังบ้าน มองลอดใต้ถุนไปเห็นได้รอบบ้าน มีผลไม้ยืนต้นให้ลูก บ้างก็กำลังตกลูกน่าสบายยิ่งนัก
ณ ที่นั้นเขาเห็นหญิงสาวคนหนึ่ง กำลังเก็บดอกไม้อยู่ เขาก็เดินเข้าไปแล้วถามประโยคเดิม เรื่องจะทำอย่างไรกับปลาช่อนตัวใหญ่ เพื่อให้กินได้นานที่สุด
เมื่อหญิงสาวเงยหน้าขึ้นตอบเขา เขาก็ตะลึงอยู่กับที่ นางนั้นยิ้มแย้มพองาม หน้าตาหมดจด แล้วนางก็ตอบด้วยน้ำเสีย ที่น่าฟังมีจังหวะจะโคนว่า
"ฉันจะเอาปลาตัวนั้นไปแกง แล้วแบ่งออกเป็น 3 ส่วน ส่วนหนึ่งจะเอาไว้กินกันเองในครอบครัวฉัน อีกส่วนหนึ่งจะเลือกแต่ของดีๆ เก็บไว้ถวายพระสักถ้วยหนึ่ง ส่วนที่เหลือฉันจะเอาไปแจกเพื่อนบ้าน"
"อ้าว! แม่นาง อย่างนั้นแม่นางก็จะกินแกงวันเดียวหมดนะซี แล้วจะเก็บไว้กินนานๆ ได้อย่างไร"
"อย่างนี้อย่างไรล่ะจ๊ะ ส่วนที่บ้านฉันจะกินนั้น ก็จะหมดในวันนั้น หมดแล้วเราได้ปลามาในวันอื่น ก็คงจะมีกินกันได้อีก คนในบ้านก็สำคัญนะจ๊ะ"
"แล้วที่เอาไปวัดล่ะ" ชายหนุ่มถาม
"ก็สบายใจ แล้วเผื่อจะมีกินในชาติหน้า" สาวตอบ
"เอาล่ะ ฉันเข้าใจแล้วละ ที่ไปแจกเพื่อนบ้านล่ะแจกทำไม"
สาวจึงตอบด้วยเสียงหนักแน่น และแสดงความมั่นใจว่า
"นั่นแหละ! ทำให้กินปลาได้นานไม่รู้จบละ เราเอื้อเฟื้อคิดถึงเขา เขาก็จะคิดถึงเรา มิตรจิตก็มิตรใจยังไงล่ะจ๊ะ ปลาตัวนี้จะกินไม่รู้จักหมด เพราะอย่างนี้แหละจ๊ะ"
ชายหนุ่มรู้สึกซาบซึ้ง ในคำตอบของหญิงสาวยิ่งนัก เขานั่งคุยต่ออย่างอ้อยอิ่ง ผิดกับเมื่อขี้นไปบ้านอื่น จนเกือบจะพลบ หญิงสาวจึงเชิญชวนเขารับประทานอาหาร ซึ่งเขาก็ตอบว่า
"จริงซี นี่ก็จะค่ำแล้ว ฉันต้องรีบกลับไปหาพ่อตาที่นัดกันไว้ ฉันออกจากบ้านมาจะครบ 7 วันอยู่ค่ำนี้ เดี๋ยวพ่อแม่จะเป็นห่วง ฉันลาก่อน" ชายหนุ่มกล่าวอย่างอาลัยอาวรณ์
เมื่อเขากลับมาถึงจวนก็มืดค่ำเข้าไปแล้ว แต่เขาก็ไม่รอกินอาหารเย็นเสียก่อน รีบเล่าเรื่องต่างๆ ให้พ่อแม่ฟังว่าใน 7 วันนั้น เขาไปพบหญิงสาวกี่คน และคนไหนตอบเรื่องปลาช่อนตัวโตว่าอย่างไร
เมื่อเขาเล่าถึงสาวคนที่เขาพบล่าที่สุดจบ เจ้าเมืองและภรรยาก็ตกลงใจทันที ที่จะเลือกหญิงสาวผู้แบ่งแกงออกเป็น 3 ส่วน เป็นลูกสะใภ้
พิธีแต่งงานทำกันในจวนอย่างสมเกีรยติ ต่อมาชายหนุ่มและภรรยา ก็ได้รับความสุขความเจริญ ด้วยคุณธรรมความดี ประกอบศรัทธาในศาสนา และเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่คนใกล้เคียง จึงเป็นที่นิยมชมชอบของคนทั่วไปชั่วกาลนาน ..

 

- พิกุลทอง -

กาลครั้งหนึ่ง นานมาแล้วยังมีแม่หม้ายขี้โอ่คนหนึ่ง นอกจากจะไม่สวยแล้วยังปากร้าย ระรานชาวบ้านเป็นนิจสิน ไม่มีใครอยากจะคบหรือพูดด้วย
หญิงขี้เหร่คนนี้มีลูกสาว 2 คน ที่แปลกก็คือ ลูกสาวคนโตที่ชื่อ มะลิ มีรูปร่างหน้าตาและนิสัยเหมือนแม่ ส่วนคนน้องชื่อ พิกุล หน้าตาและนิสัยไม่เหมือนแม่เลย กลับไปเหมือนพ่อที่ตายไปนานแล้ว หน้าตาหมดจด รูปร่างกริยาท่าทางเรียบร้อยสำรวมดี จะพูดจาก็ไพเราะ ชาวบ้านไม่ชอบแม่หม้ายและมะลิ กลับไม่รังเกียจพิกุล ไปที่ไหนใครๆ ก็ทักทาย พูดคุยด้วยความเอ็นดูและเมตตา
แม่หม้ายกลับไม่รักลูกคนเล็ก รักมะลิลูกสาวคนโตมาก เพราะมีนิสัยเหมือนกัน ด้วยความรักแกจึงไม่ค่อยจะใช้งาน หากจะใช้บ้างก็มีแต่งานเบาๆ งานหนักในบ้านจึงตกเป็นหน้าที่ของพิกุล
พิกุลต้องตักน้ำ ตำข้าว รดน้ำผัก เย็นวันหนึ่งพิกุลออกไปตักน้ำที่ลำห้วย ขณะที่แบกหม้อน้ำมาถึงต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง เห็นหญิงชราคนหนึ่งนั่งพิงต้นไม้ ด้วยความเหนื่อย เมื่อหญิงแก่ขอน้ำกินพิกุลก็เดินเข้าไปหา แล้วก็ส่งหม้อน้ำให้ด้วยความเต็มใจ เมื่อหญิงชรารับน้ำไปดื่มจนอิ่ม แล้วก็พูดขึ้นว่า
"ยายขอบใจหลาน จงเอาหม้อน้ำของหลานกลับไป" เมื่อรับหม้อน้ำ ยายแก่จึงกล่าวต่อไปว่า "หลานเอ๋ย เจ้าช่างเป็นคนใจดี เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ พูดจาก็ไพเราะ มาเข้ามาใกล้ๆ ยาย ยายจะให้รางวัล"
ความจริงหญิงชรานั้นก็คือ นางไม้ ผู้มีฤทธิ์แปลงตัวมา แต่พิกุลไม่รู้จัก เมื่อพิกุลชะโงกหน้าเข้าไปใกล้ หญิงชราแกก็ให้พรว่า
"ตั้งแต่นี้ไป เมื่อหลานพูดคำไหน จะมีดอกพิกุลทองร่วงมาจากปากหลาน คำละดอกเสมอไป" พอให้พรเสร็จร่างของหญิงชราก็ค่อยๆ เลือนหายไป พิกุลทองก้มลงกราบที่โคนไม้ แล้วก็แบกหม้อน้ำกลับบ้าน
พอถึงบ้านพิกุลก็ถูกแม่ดุด่า "เอ็งไปตักน้ำแค่นี้ทำไมถึงได้นานนัก คงจะไปไถลเลี่ยงงานมาน่ะซี"
พิกุลจะพยายามจะเล่าความจริงให้แม่ฟัง และขอโทษในความล่าช้า พอพิกุลพูดคำว่า "ขอโทษจ๊ะแม่" ขาดคำดอกพิกุลก็ร่วงมาจากปากหล่นลงยังพื้นเรือน หญิงหม้ายพอเห็นเช่นนั้นก็ตาลุกร้องว่า
"นี่มันดอกพิกุลทองนี่ ที่ร่วงมาจากปากของเจ้า ลูกของแม่ไปได้มาจากไหน" เป็นครั้งแรกที่แม่เรียกพิกุลว่า "ลูกของแม่"
พิกุลเป็นเด็กซื่อ จึงเล่าความจริงให้แม่ฟังทุกอย่าง ขณะเล่าก็มีดอกพิกุลล่วงลงมาทุกคำไป แม่ก็เอามือรองบ้าง กวาดเก็บจากพื้นบ้าง เก็บไว้เป็นของตัวทั้งหมด เมื่อพิกุลเล่าเรื่องทั้งหมดจบลง แล้วแกก็พูดว่า
"เอาล่ะตั้งแต่นี้ต่อไป เรานับวันจะมั่งมีเทียมหน้าคนอื่นแล้ว แม่จะไม่ให้ลูกของแม่ทำอะไรอีกเลย วันๆ หนึ่งขอให้นั่งคุยกับแม่เท่านั้นก็พอแล้ว"
ตั้งแต่นั้นต่อมา พิกุลทองก็นั่งอยู่แต่ในห้องกับแม่ ที่ตั้งหน้าตั้งตาจะชวนคุย ถามโน่นถามนี่ เพื่อให้พิกุลตอบแกโดยไม่หยุดหย่อน ทั้งกลางวันกลางคืน เพื่อจะให้ได้พิกุลทองให้มากที่สุด แม้ได้พิกุลทองวันละมากมาย แกก็ยังไม่พอใจ อยากได้อีกมากๆ พิกุลต้องนั่งพูดจนเหนื่อย นานเข้าถ้าพิกุลหยุดพูด แกก็จะด่าว่าและถึงตบตี พิกุลจะวิงวอนขอพักผ่อนบ้าง เขาก็ไม่ยอม
ในที่สุดเมื่อไม่ได้กินได้นอน พิกุลก็อ่อนเพลียเสียงแห้งลงๆ เมื่อไม่มีเสียงออกมาจากลำคอ ดอกพิกุลทองก็ไม่ร่วง แม่หม้ายผู้ละโมภ จึงคิดได้ว่า "เราก็มีลูกสาวอีกคนหนึ่ง มะลิอย่างไร เราต้องใช้ให้มะลิไปตักน้ำบ้าง จะได้พบยายแก่มาขอน้ำกิน แล้วมะลิก็จะได้รับพรอย่างพิกุลเป็นแน่ สบายละเรา"
คิดดีแล้วหญิงหม้ายก็ใช้มะลิออกไปตักน้ำ สั่งลูกสาวคนโตว่า " ถ้าเอ็งพบยายแก่กลางทาง แกจะขอน้ำกิน รีบให้แกกินนะลูก แกจะได้ให้รางวัล"
มะลิฟังคำแม่แล้ว ก็แบกหม้อตักน้ำไปที่ลำห้วย เนื่อจากเป็นลูกรักของแม่ เกิดมาไม่เคยทำงานหนัก มะลิจึงอารมณ์เสีย เดินบ่นหน้างอไปตลอดทาง พอได้น้ำแล้วก็แบกน้ำที่พร่องหม้อกลับบ้าน ผ่านต้นไม้ใหญ่ แต่แทนที่จะได้พบหญิงชรา เหมือนพิกุลผู้น้อง กลับพบสาวสวยคนหนึ่ง แต่งตัวด้วยแพรพรรณงดงาม มีเครื่องประดับที่สูงค่า ยืนอยู่ใต้ต้นไม้เดียวกันนั้น และร้องขอน้ำกินจากมะลิ
ความจริงหญิงสาวนั้นคือ นางไม้ คนเดิมปลอมตัวมานั่นเอง มะลิเห็นไม่ใช่หญิงชราตรงตามที่แม่สั่ง ประกอบทั้งมะลิมักจะไม่ชอบหน้าผู้หญิง ที่สวยกว่าตัวอยู่แล้ว จึงตอบสบัดๆ ปราศจากหางเสียงว่า
"เออ! อะไรกันคนสวย น้ำนี้ฉันลงแรงตักมาแสนเหนื่อย แกจะเล่นมาขอกินเฉยๆ ไม่มีทางหรอกสาวๆ แข็งแรงอย่างนี้ อยากกินก็เดินไปกินเองที่ลำห้วยโน่นแน่ะ" ว่าแล้วมะลิก็รีบสาวเท้า ผละหนีกลับบ้านอย่างไม่เอื้อเฟื้อ หญิงสาวนั้นจึงเดินตามและยึดตัวมะลิไว้ พูดว่า
"ช่างไม่เอื้อเฟื้อเสียเลยนะ แล้วยังไม่สุภาพด้วย เอาเถอะฉันจะให้พรแก ให้สมกับความปากร้ายของแก ตั้งแต่นี้ต่อไป ทุกคำที่แกพูดจะมีไส้เดือน กิ้งกือ หล่นลงมาจากปากเสมอไป" พูดเท่านั้นหญิงสาวก็หายวับไปกับตา
มะลิตกใจมาก วิ่งกลับมาถึงบ้าน พอเห็นหน้าแม่ก็ร้องว่า "โอ๊ย! แม่" ยังไม่ทันจะพูดต่อไป ก็มีไส้เดือนกิ้งกือร่วงออกมาจากปาก เมื่อมะลิเล่าเรื่องของตัวเองให้แม่ฟัง พูดคำใดก็มีไส้เดือน แมงป่อง ตะขาบ กิ้งกือ ร่วงลงมาจากปาก พอเล่าเสร็จปรากฎว่าสัตว์เหล่านั้น เลื้อยคลานเต็มบ้านไปหมด
แม่หม้ายเห็นเช่นนั้น กลับโกรธลูกสาวคนเล็ก ว่ามาเล่าเรื่องเท็จให้ฟัง ฉวยไม้ไล่ตีจนพิกุลหนีออกจากบ้านเข้าป่าไป นั่งร้องไห้สะอึกสะอื้นอยู่กลางป่า เพราะหมดปัญญาจะเดินทางต่อไป
ขณะนั้นมีเจ้าชายหนุ่มขับม้าผ่านมาเห็นเข้า จึงหยุดม้าถามพิกุล พิกุลก็เล่าว่า ถูกแม่ด่าตีขับไล่ออกจากบ้าน ขณะที่เล่าก็มีดอกพิกุลทองร่วงจากปาก เจ้าชายเห็นเช่นนั้น ประหลาดใจมากลงจากหลังม้า เข้าไปทรงเก็บดอกพิกุลทองขึ้นมาพิจารณา แล้วเปล่งสุรเสียง ด้วยความประหลาดพระทัย
เอ๊ะ! แม่นาง พิกุลเหล่านี้เป็นทองแท้ๆ นี่ ไหนลองเล่าเรื่องให้ฉันฟังให้ตลอดซิ "
พิกุลจึงเล่าเรื่องตั้งแต่ต้นจนจบถวาย เจ้าชายทรงฟังแล้วก็ตบพระหัตถ์ "งั้นก็เธอนี่เองน่ะซี ที่เป็นเนื้อคู่ของฉัน" ว่าแล้วเจ้าชายก็ตรัสเล่าให้พิกุลฟังว่า
"ที่ฉันขับม้าออกมาในป่าวันนี้ เพราะเมื่อคืนฉันฝันประหลาดว่า ตัวฉันเดินผ่านต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง พบหญิงชราคนหนึ่งร้องเรียกฉันให้หยุด แล้วบอกให้ฉันขับม้าเข้ามาในป่าวันนี้ จะได้พบเนื้อคู่เป็นหญิง ที่ทุกคำที่กล่าวจะมีดอกพิกุลทองร่วง ตามมาคำละดอก คำบอกเล่าของหญิงชราได้กลายเป็นความจริงแล้ว แต่งงานกับฉันเถิด ฉันจะพาไปอยู่ในวัง"
พิกุลจึงทูลตอบว่า "เป็นพระคุณ เพราะหม่อมฉันก็หมดหนทางไป แต่เราก็ควรพากันไปที่ต้นไม้ใหญ่ แม้ไม่พบหญิงชรา เราก็จะกราบโคนไม้ระลึกถึงพระคุณของแก"
ว่าแล้ว เจ้าชายก็ประคองพิกุลให้ขึ้นนั่งซ้อนบนหลังม้า พากันไปกราบไหว้ต้นไม้ใหญ่ อันเป็นที่สิงสถิตย์ของนางไม้ผู้มีพระคุณ เพื่อขอพรให้ประสบแต่ความสุขสำราญต่อไป..

 

- สามเกลอ -

ครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ในกระท่อมน้อยหลังหนึ่งห่างจากตัวเมือง มีชายหนุ่ม 3 คน ต่างเป็นเพื่อนสนิทรักกัน และซื่อสัตย์ต่อกันยิ่งนัก อาศัยอยู่ต่างก็ช่วยกันทำมาหากิน มิได้มีคนหนึ่งคนใดเกียจคร้าน แต่ก็ยังยากจน เพราะการทำมาหากิน ของคนในเมืองแร้นแค้น เนื่องจากความแห้งแล้ง ที่เกิดขึ้นติดต่อกันนานหลายปี
วันหนึ่ง ชายหนุ่มทั้งสามคนได้ปรึกษาหารือกันว่า ถ้าขืนอยู่กันอย่างนั้นต่อไปอีก จะต้องอดตายแน่จึงได้ตกลงกันว่า จะแยกกันออกไปทำมาหาเลี้ยงชีพในต่างเมือง ชายหนุ่มคนหนึ่งเลือกไปผจญโชคทางทิศเหนือ คนที่สองมุ่งไปทางทิศใต้ และอีกคนหนึ่งมุ่งหน้าไปทางทิศตะวันออก
เมื่อแยกกันไปแล้ว สองคนแรกที่ไปทางทิศเหนือ และทิศใต้ หาเลี้ยงชีพได้พอกินไปวันๆ เก็บเงินสะสมไว้ไม่ได้ ในทิศตะวันออกนั้น บังเอิญมีเมืองๆ หนึ่ง เจ้าผู้ครองเมืองสิ้นพระชนม์ลง โหรประจำเมืองได้ทำนายว่า การเลือกเจ้าผู้ครองใหม่นั้น ควรจะต้องเลือกคนที่เดินทางมาจากที่ไกล ซึ่งกำลังจะเดินทางมาถึงแล้ว บุคคลคนนี้จะทำคุณประโยชน์แก่บ้านเมืองนานัปการ แม้คนๆ นี้จะเคยยากจนมาก่อน หากเลือกคนในเมืองขึ้นครองเมือง ภัยพิบัติจะเกิดแก่ราษฏร
พวกเสนาประชาชนจึงตั้งตาคอยผู้มีบุญ ส่งคนแยกย้ายกันออกไปสืบเสาะ หาตัวตามหมู่บ้านก็คว้าน้ำเหลว ในที่สุดก็เห็นชายคนหนึ่ง กำลังมุ่งหน้าเดินทางเข้าเมือง จึงเข้าไปห้อมล้อมเอาตัวเข้าเมือง
จากการซักถาม ชายผู้โชคดีก็เล่าประวัติของตน โดยไม่ปิดบัง ว่าตนนั้นเป็นคนยากจนยิ่งนัก จะมาหาทางประกอบอาชีพในเมืองนี้ เพราะที่บ้านเดิมทำมาหากินไม่ได้ พืชพันธุ์ธัญญาหารแห้งตาย เนื่องจากความแล้ง ชาวเมืองและเสนาจึงพาตัวชายหนุ่มไปหาโหร ให้จับยามผูกดวงดูลักษณะ เห็นว่าชายหนุ่มนั้นคือผู้มีบุญ สมควรจะอัญเชิญให้ขึ้นครองเมือง เป็นเจ้าเมืองแทนคนเก่าต่อไป
เมื่อได้ครองเมืองแล้ว ชายหนุ่มผู้มีอัธยาศัยก็ไม่ได้ลืมตัว คิดถึงเพื่อนเก่าที่แยกไปหากิน ทางทิศเหนือ และทิศใต้ หาโอกาสที่จะส่งคนไปสืบหาและชวนมาทำงานด้วย คงจะเป็นหลักฐานดีกว่าจะระหกระเหินไป
อยู่มาวันหนึ่ง ขณะที่เจ้าผู้ครองเมืองกำลังออกว่าความเมือง ประชุมปรึกษาหารือ กับกรมการเมืองชั้นผู้ใหญ่ในวัง เพื่อวางแผนทำนุบำรุงบ้านเมืองต่อไป
กิติศัพท์โชคดีของเพื่อน ผู้มุ่งหน้าไปผจญโชคทางทิศตะวันออก ได้กระจายไปถึงเพื่อนอีก 2 คน ทางทิศเหนือ และทิศใต้ ราวกับนัดกัน ปรากฏว่าชายหนุ่มทั้งสอง ต่างละงานที่ตนทำอยู่ เดินทางมุ่งหน้ามาขอพึ่งในใบบุญ ของเพื่อนผู้ได้ดี ด้วยความบังเอิญชายหนุ่มทั้งสองคน มาถึงหน้าวังเร็วช้ากว่ากันเพียงเล็กน้อย
ชายที่มาจากทางทิศเหนือ ความที่ถือวิสาสะ พอมาถึงหน้าประตูวังก็ไม่ได้ไต่ถามใคร วิ่งตรงเข้าไปในที่ประชุมราชการ ตรงไปที่แท่นของเจ้าผู้ครองเมือง พลางตะโกนอย่างลิงโลดว่า
"เฮ้ย! เอ็งยังจำข้าได้ไหม พอรู้ว่าเอ็งขึ้นครองเมือง ข้าก็รีบมา จะได้หายลำบากเสียทีหนึ่ง"
เจ้าเมืองได้ยินดังนั้น จึงคิดในใจว่า "เรานั้นมิใช่จะลืมเพื่อน และละอายอดีตของตัวเอง แต่คนอย่างเพื่อนเราคนนี้ ขืนรับอุปการะก็จะวางตัวเป็นใหญ่ อ้างความเป็นเพื่อนกับตัวเรา ก่อความเสียหายและเดือนร้อน กับราชการและประชาชนได้"
คิดแล้วเจ้าผู้ครองเมืองจึงสั่งด้วยเสียงอันดังว่า "อ้ายหมอนี่บังอาจมาอ้างว่า เป็นเพื่อนสนิทของเรา เราไม่เคยรู้จักมัน อ้ายนี่เป็นบ้าแน่ เสนาจับตัวไปขังไว้ก่อน"
ทหารจึงจับตัวชายผู้ไม่รู้จักกาละเทศะคนนั้น ไปจองจำไว้ในตรุ ด้วยเจ้าเมืองยังเมตตาในฐานะเพื่อนเก่า ไม่สั่งนำตัวไปฆ่าเสีย โทษการตีตัวเสมอเจ้านาย ต่อหน้าธารกำนัลนั้น จะสั่งประหารเสียก็ได้
อีก 2-3 วันต่อมา ขณะที่เจ้าเมืองกำลังประชุม ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่อยู่นั้น เพื่อนคนที่แยกตัวไปหากินทางทิศใต้ ก็เดินทางมาถึง พอเห็นเพื่อนเก่านั่งอยู่บนที่สูง ท่ามกลางเสนาและอำมาตย์ชั้นผู้ใหญ่ ก็รู้ว่ากำลังประชุมเรื่องสำคัญ จึงแอบไปนั่งคอยอยู่เชิงบันได บังเอิญเจ้าผู้ครองเมือง ทรงเหลียวมาทอดพระเนตรเห็น จึงรับสั่งให้ยุติการประชุมไว้ชั่วคราว แล้วทรงเรียกเพื่อนเก่าเข้าเฝ้าโดยใกล้ชิด
ฝ่ายชายหนุ่มผู้มีมารยาท เมื่อได้ยินรับสั่ง ก็คลานเข้าไปหมอบอยู่เฉพาะหน้า ของเจ้าผู้ครองเมือง ทำความเคารพเช่นราษฏรสามัญ แล้วทูลว่า
"กระหม่อมได้ทราบข่าวว่าพระองค์ ได้ขึ้นครองเมืองนี้เลยมาขอเข้าเฝ้า นับเป็นบุญวาสนาของพระองค์ ที่ทรงกระทำไว้แต่ปางก่อน พระชาตินี้จึงประสบความสุขความเจริญ และเป็นวาสนาของกระหม่อมที่มีโอกาสเข้าเฝ้า ไม่ทราบว่าทรงจำข้าพระองค์ได้หรือไม่"
เจ้าผู้ครองเมืองจึงทรงคิดว่า "เพื่อนเราคนนี้ เป็นคนมีมารยาท รู้จักกาละเทศะ รู้จักสิ่งที่ควรไม่ควร ทำตนเหมาะสมกับโอกาส" จึงรับสั่งดังๆ ว่า
"อ๋อ! จำได้ซีเพื่อน ดีใจมากที่เพื่อนมาหา เข้ามานั่งใกล้ๆ กับเราสิ" พวกขุนนาง ข้าราชการ ได้ยินเช่นนั้นจึงรีบกุลีกุจอจัดที่ให้ชายคนนั้น ทรงยินดีที่เพื่อนมาเยี่ยม รับสั่งให้จัดอาหารคาวหวาน มาเลี้ยงเป็นการใหญ่
เมื่อเลี้ยงดูเสร็จแล้ว เจ้าผู้ครองเมืองจึงเอ่ยปาก ชวนเพื่อนเก่าให้มาอยู่ด้วย ซึ่งชายหนุ่มก็รับคำทรงชวน ด้วยความสมใจและยินดี
วันรุ่งขึ้น เจ้าผู้ครองเมืองทรงชวนเพื่อน ไปตามเสด็จไปเยี่ยมเพื่อนที่โดนขัง อยู่ในตรุ เมื่อเสด็จไปถึงที่คุมขัง ก็รับสั่งกับเพื่อนผู้ไม่รู้จักกาละเทศะว่า
"เพื่อนเอ๋ย ที่เพื่อนต้องมาโดนขังอย่างนี้ ก็เพราะว่าเพื่อนทำอะไรไม่เหมาะสมเลย แม้เราจะเคยเป็นเพื่อนกันมาก่อนก็ตาม แต่การที่ทำตัวไม่ถูกไม่ควร ไม่รู้จักกาละเทศะ เหตุการณ์ สถานที่ และบุคคล เราจึงจำต้องให้เสนาจับมาขังไว้ เพราะถ้าเราไม่ทำเช่นนี้ เราก็ปกครองเมืองนี้ไม่ได้ แต่จะทำอย่างไรก็ตามไหนๆ เราก็เคยร่วมทุกข์ร่วมสุขกันมาก่อน เราจึงไม่สั่งประหารชีวิตเพื่อน ยังอยากจะให้เพื่อนอยู่ทำงานกับเรา เราจะให้เพื่อนเป็นยามเฝ้าประตู ส่วนเพื่อนเราคนนี้ เราจะแต่งตั้งให้เป็นทหารคนสนิท เพราะความรู้จักที่สูงที่ต่ำ รู้จักกาละเทศะ และไม่ทำให้เราต้องอายผู้คน ที่เข้าเฝ้าปรึกษางานเมืองกันอยู่"
เรื่องความรู้จักกาละเทศะ การปรับตัวนั้น มีความสำคัญอยู่ทุกสมัย ไม่ว่าสังคมที่ไหนๆ ก็ตาม..



- ความอดทน -

นานมาแล้ว ยังมีชายคนหนึ่ง ตั้งสำนักทำการฝึกสอนศิษย์ โดยกำหนดหลักเกณฑ์เอาไว้ว่า ใครก็ตามที่ประสงค์ จะมาฝากตัวเป็นศิษย์ของอาจารย์สำนักนี้ จะต้องปฎิบัติอาจารย์ให้ครบ 3 ปี แล้วอายารย์จึงจะถ่ายทอดวิชาไว้ให้ประจำตัว
บรรดาชาวบ้านใกล้ไกลได้ทราบกิติศัพท์ ต่างก็พาบุตรหลานมาฝากตัวเป็นศิษย์ วิชาที่อาจารย์จะอบรมสั่งสอนให้ก็ไม่มีอะไรมาก เช้าขึ้นก็สั่งงานให้ศิษย์ทำเป็นเฉพาะคน นับตั้งแต่การรู้จักรักษาความสะอาดของสำนัก และบริเวณ ทุกคนต้องปฎิบัติงานในครัว ในห้องอาหาร ตัวอาจารย์จะเข้ามาควบคุมอย่างกวดขัน
ลูกศิษย์ส่วนมากเป็นชาย ไม่คุ้นเคยกับงานนี้ ด้วยความเกียจคร้านจึงพากันหนีกลับบ้านเป็นจำนวนมาก ฝ่ายพ่อแม่เมื่อลูกหลานเล่าให้ฟัง ต่างก็เชื่อลูก พากันพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า
"ถ้าอาจารย์แกสอนอย่างนี้ ข้าสอนเองก็ได้ "
มีพ่อแม่น้อยคนที่จะปรามลูกของตัวเองว่า
"ดีแล้วให้อาจารย์แกใช้แกหัด เอ็งจะได้เก่ง ไม่เลือกงาน"
ในจำนวนศิษย์มากมายหลายรุ่นนี้ มีชายหนุ่มคนหนึ่ง ชื่อ นายศิษย์ อดทนฝึกงานจนครบ 3 ปี อาจารย์สั่งให้ทำอะไรก็ทำเสร็จสิ้นเรียบร้อยทุกอย่าง วันที่ปฎิบัติงานกับอาจารย์จนครบ 3 ปีนั้น อาจารย์จึงเรียกมาพบ แล้วบอกว่า
"เอ็งเป็นเด็กดีมาก สั่งสอนอะไรก็ปฎิบัติตามได้เรียบร้อย เพราะฉะนั้นข้าจะให้วิชาแก่เอ็ง เพื่อเอาไปปฎิบัติหาเลี้ยงชีพในอนาคตสัก 3 ข้อ เมื่อเกิดปัญหาอะไรขึ้นในภายหน้า ให้ทำตามคำที่ข้าสอนเสมอ ข้อปฎิบัติ 3 ข้อ นายศิษย์จับคำแล้งท่องจนขึ้นใจ คือ
1 เดินดีกว่านั่ง
2 นั่งดีกว่านอน
3 ทำงานดีกว่าอยู่เฉยๆ
จนนาย ศิษย์กราบลาอาจารย์กลับบ้าน เมื่อถึงบ้านก็ยังไม่เข้าใจคำสอน 3 ข้อของอาจารย์ นำความไปเล่าให้พ่อแม่ฟัง พ่อให้ความเห็นว่า ข้อปฎิบัติ 3 ข้อนั้นไม่ใช่วิชาวิเศษอะไรเลย ฝ่ายแม่ได้ยินก็บอกว่า
"เอาเถอะ อาจารย์ว่าเป็นของดี ลูกก็ไปนอนคิดทบทวนดูให้ดีก็แล้วกัน"
นายศิษย์ นำคำสอนมาครุ่นคิด รุ่งขึ้นก็ทดลองคำที่อาจารย์ให้ในข้อที่ 1 คือเดินดีกว่านั่ง ว่าจะดีอย่างไร จึงแต่งตัวออกจากบ้าน เขาไปพบประกาศฉบับหนึ่งในหมู่บ้าน เขียนว่า
"เรามหาเศรษฐีแห่งเมืองนี้ มีลูกสาวอยู่คนเดียว เราต้องการให้ลูกสาวของเราแต่งงานกับชายหนุ่ม ที่สามารถเข้าไปอยู่ร่วมห้องกันสองต่อสองกับลูกสาวของเรา โดยไม่แตะต้องตัวให้เกิดราคีและอัปยศ ถ้าอยู่ได้ครบ 7 วัน เราจึงจะจัดพีธีแต่งงานและยกสมบัติให้ครอบครอง"
เมื่ออ่านประกาศแล้ว นายศิษย์ก็กลับบ้านนำความไปเล่าให้พ่อแม่ฟัง เพื่อขออนุญาติ เมื่อได้รับอนุญาติแล้ว นายศิษย์จึงเดินทางไปพบเศรษฐีตามประกาศนั้น และขออาสาปฎิบัติตามข้อตกลงทั้งปวง เสร็จแล้วจึงได้รับทราบว่า จะมีคนเฝ้าอยู่หน้าห้องตลอดเวลา หากได้ยินเสียงหญิงสาวร้อง ก็จะถูกทำโทษถึงตาย กระนั้นนายศิษย์ก็ยังยืนยัน จะลองอาสาปฎิบัติดู
ก่อนที่เศรษฐีจะส่งตัวนายศิษย์เข้าไปในห้อง นายศิษย์ขอดาบจากเศรษฐีเล่มหนึ่ง เศรษฐีก็ยอมให้ เมื่อเข้าไปอยู่ในห้องแล้ว เขาก็ปฎิบัติตามข้อแรกที่อาจารย์สั่งสอนไว้คือ "เดินดีกว่านั่ง" เขาเดินสำรวจความเรียบร้อยของห้องอย่างถี่ถ้วน จนไม่มีเวลามองดูลูกสาวเศรษฐีเลย ด้วยเขาสืบรู้มาว่าชายหนุ่มที่อาสามาก่อนหน้าเขานั้นตายก่อน 7 วัน ไม่มีใครรู้สาเหตุการตาย ตกเย็นก็มีคนนำข้าวปลาอาหารมาให้กินอย่างดีในห้อง
พอตกกลางคืนเขาก็นึกถึงคำสั่งสอนของอาจารย์ได้ว่า "นั่งดีกว่านอน" เขาก็ไม่นอน เมื่อเฝ้าสังเกตดูความเรียบร้อยในห้องแล้ว เขาก็นั่งพิงฝาแหงนมองดูเพดาน เขาจึงได้เห็นว่าเพดานนั้นมีช่องเล็กๆอยู่ เขาทำเช่นนั้นจนถึงวันที่ 6 เขาก็เห็นงูใหญ่เลื้อยลงมาจากเพดาน เขาก็ปล่อยให้มันเลื้อยลงมา พอได้ระยะจึงเงื้อดาบฟันงูนั้นตาย ลูกสาวเศรษฐีได้ยินเสีงคมมีดก็ตกใจตื่น และร้องขึ้นเมื่อเห็นซากงู คนทั้งหลายรวมทั้งเศรษฐีก็กรูกันเข้ามาในห้อง
ลูกสาวจึงเล่าความจรึงและชี้ไปที่ซากงู แล้วบอกว่านายศิษย์ไม่ได้แตะต้องเนื้อตัวของตนเลย เศรษฐีจึงยกลูกสาวและทรัพย์สินให้นายศิษย์ตามสัญญา แต่นายศิษย์ขอคืนทรัพย์สมบัติ ไม่รับเป็นของตน ขอเพียงอย่างเดียวให้มีสิทธิ์ขอใช้บ้างเมื่อจำเป็น
นายศิษย์ได้ลูกสาวเศรษฐีเป็นเมียแล้ว ก็นึกถึงคำสั่งสอนของอาจารย์ ข้อที่ 3 ว่า "ทำงานดีกว่าอยู่เฉยๆ" จึงปรึกษากับเมีย ขอออกจากบ้านไปทำงาน รับขนของจากท่าเรือไปยังตลาด เมียทัดทานอย่างไรก็ไม่ฟัง เขายังคงยืนกรานที่จะไปทำงาน พร้อมกับขอเกวียนและวัวเทียมไปด้วย
นายศิษย์เริ่มรับจ้างขนของตลอดวันไม่กลับบ้าน เพราะเมียเขาทำอาหารกลางวันมาส่งให้ ข่าวนี้รู้ถึงนายสำเภาว่าลูกเขยเศรษฐีมารับจ้างขนของ นายสำเภาไม่ยอมเชื่อ เพราะไม่เคยปรากฎมาก่อนว่าลูกเขยเศรษฐีจะมาทำงานต่ำต้อยอย่างนี้ นายสำเภาจึงเลือกนายศิษย์มาถาม นายศิษย์จึงตอบว่าเป็นความจริง กระนั้นนายสำเภายังหัวเราะเยาะ และพูดขึ้นเองโดยได้มีการท้าทายว่า
"เอาเถอะ ถ้าแกเป็นลูกเขยเศรษฐีจริงแล้ว มาแบกของขับเกวียนอย่างนี้จริง ข้าจะยอมยกสำเภาและสินค้าให้เจ้า ตัวข้าเองจะยอมเป็นลูกจ้างแกด้วย"
ปรากฎว่ากลางวัน วันนั้น เมื่อเมียนายศิษย์ลูกสาวเศรษฐีมาส่งข้าวกลางวันให้นายศิษย์ โดยนั่งแคร่มีคนหาม สำรับกับข้าวคาวหวานก็จัดวางบนเสลี่ยง มีข้าทาสบริวารติดตามขบวน แล้วลงมือปฎิบัติต่อนายศิษย์อย่างดี
นายสำเภาเห็นกับตา และหลังจากคุยถามเมียนายศิษย์ และบ่าวไพร่แล้วจึงยอมเชื่อ แพ้พนัน ออกปากยกสำเภาพร้อมทั้งสินค้าทั้งหมดให้นายศิษย์ และยอมเป็นลูกจ้างในเรือตามสัญญา แตานายศิษย์ไม่ยอมรับของเหล่านั้น ขอให้นายสำเภารักษาไว้ตามเดิม เพียงแต่ขออนุญาติ ให้ตนได้เป็นผู้รับเหมาขนสินค้าแต่เพียงผู้เดียว
นายศิษย์ได้ทำงานขนสินค้าด้วยความขยันขันแข็ง จนในที่สุดก็กลายเป็นเศรษฐี มิได้รับทรัพย์สมบัติหรือมรดกของใครเลย ผู้คนพากันสรรเสริญ ไปจนถึงเมืองไกล

--ความไม่โลภในลาภ ความไม่หลงระเริงในยศศักดิ์ จะทำให้เจริญในการสร้างฐานะ และชีวิต ด้วยความภาคภูมิใจ--

 

- เศรษฐีขี้เหนียว -

นานมาแล้ว ยังมีผัวเมียคู่หนึ่งมีไร่อยู่ชายป่า ช่วยกันทำมาหากิน ด้วยความขยันขันแข็งและซื่อสัตย์สุจริต เมื่อได้เงินมาก็เก็บออมด้วยความมัธยัสถ์ ไม่ช้าก็สามารถตั้งตัวได้ และมีความเจริญอยู่ในขั้นเศรษฐี โดยมีบุตรสืบสกุลเพียงผู้เดียว ฌศรษฐีผัวเมียก็มิได้ประมาท เลี้ยงลูกชายด้วยความเอาใจใส่ ไม่ประพฤเป็นคนพาล รู้จักทำมาหากิน เป็นที่ชื่นชมกับพ่อแม่ในวัยชรายิ่งนัก
เศรษฐีได้จัดการสู่ขอหญิงลูกสาวขอคหบดีในเมืองให้แก่ลูกชาย หลังจากพิธรแต่งงานแล้ว นางก็ขยันขันแข็ง ปกครองดูแลบ้านเรือนได้อย่างไม่มีที่ติ ฐานะทางครอบครัวจึงเป็นปึกแผ่น เศรษฐีผัวเมียเป็นคนมีใจเมตตาปราณี และใจบุญยิ่งนัก เอาใจใส่ดูแลบ่างไพร่ให้กินดีอยู่ดี ผู้คนในบ้านจึงรักภักดี จะมอบหมายอะไรให้ใครทำก็จะทำเสร็จเรียบร้อยไม่ต้องกวดขันว่ากล่าว
และยังแบ่งเงินที่หามาได้ส่วนหนึ่งทำบุญทำทาน ตามหน้าที่ของพุทธศาสนิกชนที่ดี ชาวบ้านก็นับถือทั้งเมือง ใครทุกข์ร้อนอะไรมาขอความช่วยเหลือ เศรษฐีทั้งสองก็จะช่วยด้วยเมตตา เมื่อสิ้นอายุขัยทั้งสองคนผัวเมีย จึงได้ไปเกิดในสวรรค์ชั้นอินทร์ แต่ด้วยความหว่งใยบุตรคนเดียวของตน ก็คอยดูแลอยู่ห่างๆเสมอ
ฝ่ายลูกชาย พอพ่อแม่ตายแล้วก็ได้รับมรดกมหาศาล เขารีบสำรวจทรัพย์สินแล้ว ก็จัดแจงเก็บรวมไว้แต่เพียงผู้เดียว
เงินทองมากมายนั้น บางส่วนเขาไม่ยอมให้เมียของเขารู้ เขามีความสุขที่จะลูบๆคลำๆเงินทองของตนในที่ลับตาคน เมื่อเชยชมบ่อยๆเข้า ก็เกิดอยากจะมีมากขึ้น ในที่สุดเขาก็กลายเป็นคนขี้เหนียว บ่าวไพร่เกิดความอดอยากเดือดร้อน ไม่มีกำลังใจจะทำการงาน ทรัพย์สมบัติที่เป็นรายได้แต่เดิม ก็มิได้เพิ่มพูนตามความคาดหมายของชายหนุ่มเศรษฐี ยิ่งรายได้ไม่เพิ่ม ชายหนุ่มก็ยิ่งเพิ่มความตระหนี่ จนเกิดความทุกข์ใจ ต้องหันหน้าเข้าพึ่งเหล้า แทนที่จะหาเพื่อนเอาไว้ปรับทุกข์ และปรึกษาหารือ ลูกเศรษฐีกลับไปแอบกินเหล้าในพุ่มไม้ไกลตาคน เพราะไม่อยากแบ่งบันให้ใคร
ความไม่สมหวังทวีความรุนแรง ทำให้กลายเป็นคนอารมณ์ร้าย อาละวาดเอากับคนในบ้าน และเมียของตน ฝ่ายเศรษฐีผู้พ่อ ซึ่งเสวยสุขอยู่ในสวรรค์ชั้นอินทร์ เพราะกรรมดีได้สะสมไว้เมื่อยามมีชีวิตอยู่ เล็งเห็นลูกชายก็เกิดความสงสาร คิดจะแก้นิสัยลูกชาย จึงปลอมตัวเป็นหนุ่มน้อย มีหน้าตาท่าทางเหมือนลูกชายของตน
พอเห็นลูกไปแอบซุ่มกินเหล้าในพุ่มไม้ เมามายจนหมดสติไป ก็เดินเข้าไปในบ้านลูกชาย ลูกสะใภ้เศรษฐีกำลังนั่งเป็นทุกข์อยู่ที่นอกชาน หนุ่มน้อยตัวปลอมจึงเข้าไปนั่งใกล้ๆ บอกว่าให้เอาเงินทองออกไปทำทานคนยากคนจน ทั้งคนในบ้าน และนอกบ้านเท่าที่จะพอใจ ฝ่ายลูกสะใภ้นั้นเป็นคนใจบุญเป็นทุนอยู่ก่อนแล้ว เงินที่ทำทานจึงถึงมือคนยากคนจนเป็นจำนวนมาก
ผู้คนทุกข์ยากทั้งหลายพากันดีใจ และสรรเสริญสะใภ้ของเศรษฐีเป็นอันมาก นางมีความเอิบอิ่มใจ ในการให้ครั้งนี้ เพราะสามีขี้เหนียวของนางห้ามปราม ไม่ให้ทำบุณทำทานมานานแล้ว นอกจากนี้เศรษฐีผู้เป็นพ่อที่ปลอมตัวมา ยังบอกให้ลูกสะใภ้จูงวัวเทียมเกวียน 2 ตัว ออกบริจาคให้เป็นทานแก่คนยากจน และต้องการวัวอีกด้วย ชาวนาผู้เข็ญใจจูงวัวออกไปถึงประตูใหญ่ ลูกชายเศรษฐีหายเมาเดินเข้ามาพอดี
พอเห็นวัวกับเกวียนก็จำได้ว่าเป็นของตน จึงปราดเข้าไปแย่งจะเอาคืน ชาวบ้านที่ได้รับทานไม่ได้ดูหน้าว่าเป็นใคร ก็ต่อสู่เพื่อเอาวัวและเกวียนไว้สุดชีวิต พร้อมกับร้องเรียกให้ชาวบ้านช่วย
"ช่วยด้วยเจ้าข้า ช่วยข้าด้วย มีคนจะมาปล้นวัวกับเกวียนของข้า"
ชาวบ้านได้ยินก็กรูกันเข้ามาช่วย เกิดชุลมุนวุ่นวาย บุตรชายเศรษฐีฟกช้ำไปทั้งตัว เกือบจะเอาชีวิตไม่รอด เขาโกรธแค้นยิ่งนัก เมื่อไม่มีทางเอาวัวกับเกวียนคืนมาได้ จึงกลับบ้านด้วยความสงสัย
"ทำไมหนอ อ้ายชาวนานั่นจึงเอาของในบ้านของเราไปเป็นของมันได้"
ครั้นเห็นเมีย จึงถามเอาความจากนาง นางก็เล่าให้ฟังว่า
"อ้าว ก็พี่นั่นแหละ เป็นคนบอกให้ฉันยกวัวและเกวียนให้ชายคนนั้น "
แล้วนางก็เล่ารายละเอียดทั้งหมดให้สามีฟัง
สามีของนางได้แต่โกรธแค้น จะทำอะไรก็ไม่ได้ จึงแต่งตัวเข้าไปขอร้องทุกข์กับเจ้าเมือง แล้วให้เจ้าเมืองจัดการเรียกเกวียนและวัวคืนให้กับตน
ฝ่ายเศรษฐีผู้เป็นพ่อติดตามเรื่องมาตลอด ได้ยินเจ้าเมืองสั่งพนักงานไปกุมตัวชาวนา ผู้เอาเกวียนและวัวเข้าไปในจวน จะไต่สวนเอาความ ก็แปลงตัวเป็นลูกชายอย่างเดิม แล้วไปนั่งคุยกับลูกสะใภ้ เมื่อกุมตัวชาวนาไปไต่สวนใคจวนแล้ว ชาวนาก็ชี้ตัวลูกชายเศรษฐีแล้วเล่าเรื่องให้เจ้าเมืองฟัง
"ท่านเจ้าเมือง ข้าพเจ้างงงวยเต็มทีแล้ว นี่จะเอาอย่างไรกับข้าอีก ก็ชายคนนี้เป็นคนบอกนางเมียของเขา ให้นำวัวเทียมเกวียนมาให้ข้าเอง ข้าไม่ได้ขอเลยด้วยซ้ำไป ไม่เชื่อก็ไปถามนางดูเถิด ถ้าผิดไปจากที่ข้าว่า จะลงโทษอย่างไรข้าก็ยอม"
เมื่อชาวนาอ้างเช่นนั้น เจ้าเมืองก็จำเป็นที่จะต้องให้พนักงาน ไปตามพยานมา นางเมียเมื่อได้ยินเรื่องย่อๆจากนักการ ก็ชวนสามีเข้าไปในจวนด้วยกัน คนที่อยู่ในห้องโถงพากันตะลึงอยู่ครู่ใหญ่ เพราะเกิดมีคนเหมือนกันนั่งอยู่ใกล้ๆกัน เหมือนกันยิ่งกว่าลูกฝาแฝดเสียอีก ไม่มีผิดเพี้ยนอะไรในหน้าตาและรูปร่าง จนไม่สามารถแยกแยะได้ว่าใครเป็นใคร
ทันใดนั้นหนุ่มน้อยผู้ที่เพิ่งเข้ามาใหม่ ก็ยืนขึ้นแล้วกลับร่างเป็นเทวดา ประกาศตัวเองว่าได้ไปเกิดเป็นเทวดา อยู่ในชั้นอินทร์ ที่แปลงร่างมาเป็นลูกชายของตนนั้น ก็เพื่อจะดัดนิสัยของลูกชาย ว่าแล้วก็ขออนุญาติเจ้าเมืองสอนลูกชายว่า
" การมีเงินทองแล้วไม่แบ่งบัน ทำบุญทำทาน ให้แก่คนยากจน จะไม่เป็นผลดีแก่ตัวเองเลย จะทำการค้าหรือประกอบอาชีพอะไรก็ไม่มีวันเจริญ "
ว่าแล้วเทวดาก็ลาจากไป สู่วิมานชั้นอินทร์..

- หัวดำใจดำ -

นานมาแล้ว ยังมีพระเจ้าแผ่นดินองค์หนึ่ง มีพระธิดาที่งดงาม 2 องค์ วันหนึ่งพระธิดาทั้งสองออกจากวังไปเที่ยวพักผ่อนในป่า มีเสือสมิงตัวหนึ่งที่ดุร้ายมาก ได้ลิบเข้ามาคาบพระธิดาทั้งสองไปกินเป็นอาหารเสีย เหลือแต่เครื่องทรง เป็นสร้อยสนิมพิมพาภรณ์ ล้วนแล้วแต่ทองคำและเพชรพลอยสูงค่า ซึ่งเสือสมิงนำไปซ่อนไว้ในถ้ำแห่งหนึ่ง
ต่อมาเสือสมิงออกไปหากินในป่า แล้วพลาดตกลงไปในเหวลึก จนเมื่อลิงลมตัวหนึ่งเดินพลัดตกลงไปอีกตัว ลูกพญานาคเลื้อยมาไม่ทันระวังตัว ก็เลื้อยตกไปอีกตัวหนึ่ง มนุษย์หัวดำคนหนึ่งเดินมาเที่ยวเล่นก็เกิดพลัดตกลงไปอีก ในเหวจึงมีสัตว์และคนอยู่ 4 ชีวิต
เหวแห่งนี้เอง พระอิศวรเคยสาปไว้ว่า ใครตกลงไปหาทางขึ้นเองไม่ได้ เว้นเสียแต่จะมีใครมาช่วยเท่านั้น
ยังมีนายพรานคนหนึ่ง หากินทางล่าสัตว์อยู่แถบนั้น เดินผ่านปากเหว มนุษย์และสัตว์ที่อยู่ในเหวจึงอ้อนวอนขอให้ช่วยเหลือตน ต่างพากันสัญญาว่าจะตอบแทนคุณทั้งสิ้น นายพรานได้ยินคำวิงวอนก็สงสาร จึงตัดเถาวัลย์หย่อนลงไปในเหว และให้ลิงลมไต่ขึ้นมาก่อน ลิงลมแสดงความขอบคุณ แล้วบอกนายพรานว่า
"ในเหวยังมีคนและสัตว์อีก 3 ชีวิต จะช่วยใครก็ช่วยเถิด แต่มนุษย์หัวดำนั้นใจมันดำด้วย ท่านอย่าช่วยมันเป็นอันขาด ถ้าท่านมีทุกข์ให้นึกถึงเรา เราจะมาช่วยทันที รวดเร็วปานลมพัดทีเดียว"
แล้วลิงลมก็อำลาไป เมื่อนายพรานหย่อนเถาวัลย์ลงไปครั้งที่ 2 พญานาคก็ไต่ขึ้นมา พญานาคก็เตือนนายพรานอีก
"มนุษย์หัวดำใจมันดำนัก ท่านอย่าช่วยมันเป็นอันขาด จะเป็นอันตรายภายหลังแก่ท่านอย่างแน่นอน และเมื่อท่านมีทุกข์ยาก ก็ขอให้รำลึกถึงเรา เราจะรีบมาตอบแทนบุญคุณท่านที่ช่วยชีวิตเราไว้ในครั้งนี้"
แล้วพญานาคก็จากไป ส่วนเสือสมิงไต่เถาวัลย์ขึ้นมาเป็นอันดับที่ 3 และเตือนเรื่องมนุษย์หัวดำอีก แล้วก็ไปคาบเอาเครื่องทรงของพระธิดา อันมีค่าที่ตนเก็บไว้ในถ้ำมามอบให้นายพรานเป็นการตอบแทน แล้วก็จากลาไป
นายพรานก็เก็บเถาวัลย์จะกลับบ้าน แต่ได้ยินเสียงชายหัวดำอ้อนวอนขึ้นว่า
"เราเป็นมนุษย์เหมือนกัน จะไม่ยอมช่วยเลยหรือ ช่วยข้าเถิดข้าจะตอบแทนให้สาสมทีเดียว"
นายพรานได้ยินก็ใจอ่อน รีบหย่อนเถาวัลย์ลงไปช่วย เมื่อขึ้นมาถึงปากเหว ชายหัวดำก็ขอบใจนายพรานด้วยถ้อยคำอ่อนหวาน ขณะเดียวกันก็เหลือบแลเห็น เครื่องทรงพระธิดา เขาจึงถามว่า
"เราเป็นนายพรานควรยินดีแต่เนื้อสัตว์ และของป่า จะเอาเครื่องทองและเพชรพลอยเหล่านี้ไปทำไม แต่เนื่องจากท่านมีบุญคุณแก่ข้า เราจะขอนำของพวกนี้ไปขายให้ในเมือง แล้วจะนำเงินมาให้ภายใน 2 วัน"
ในก็คิดว่าพระธิดาทั้งสองนั้นสิ้นพระชนม์แน่แล้ว แทนที่จะนำเครื่องทรงไปขายแล้วนำเงินมาให้นายพราน เขากลับเอาเครื่องทรงเหล่านั้นไปมอบให้ราชบุรุษ เพื่อนำความขึ้นกราบทูลพระเจ้าแผ่นดิน ว่าตนเป็นคนพบนายพรานที่เป็นคนฆ่าพระธิดา ตนจึงได้นำเครื่องทรงบางชิ้นมาแสดงเป็นหลักฐาน แต่ยังมีเครื่องทรงอีกเป็นอันมากที่ตัวนายพราน ขอให้ส่งคนไปจับตัวนายพราน เพื่อเอาขอคืนทั้งหมด แล้วเขาก็ทวงรางวัล ตามที่ประกาศไว้ว่าจะมอบให้แก่คน ที่นำข่าวพระธิดามาแจ้ง
ถึงวันนัดจะนำเงินมาให้นายพราน มนุษย์หัวดำกลับนำราชบุรุษมาจับกุมตัวนายพราน และยึดเครื่องเพชรที่เหลือทั้งหมด นายพรานชี้แจงอย่างไรก็ไม่มีใครฟัง พากันลงความเห็นว่านายพรานเป็นผู้ร้ายที่ปลงพระชนม์พระธิดา และลักเครื่องทรงอย่างแน่นอน
พระราชาจึงสั่งจองจำนายพรานด้วยขื่อคา และประจานไปรอบเมือง เมื่อครบ 7 วันก็ให้นำตัวไปประหารเสีย
นายพรานทุกทรมานอยู่ได้ 5 วันยังเหลืออีก 2 วัน จึงได้รำลึกถึงลิงลม และลูกพญานาค ทั้งสองก็มาปรากฎตัวต่อหน้านายพราน
"เราเตือนท่านแล้ว อย่าช่วยมนุษย์หัวดำก็ไม่เชื่อ จะมีความกตัญญูสักครึ่งของสัตว์ก็หาไม่ บัดนี้ท่านก็ประจักษ์แล้ว"
ว่าแล้วสัตว์ทั้งสองก็บอกอุบายที่ตนวางไว้ให้นายพรานทราบทุกประการ ครั้นแล้วลิงลมก็ลอบเข้าไปในห้องบรรทมของพระธิดาอีกองค์หนึ่ง ลอบสูบลมเข้าท้องพระธิดาจนพองอืด แทบจะสิ้นพระชนม์ หมอหลวงก็แก้ไม่ตก พระราชาตกพระทัยมาก รับสั่งให้พนักงานตีฆ้องร้องป่าว หาคนอาสามาช่วยพระธิดา หากใครรักษาได้ จะยกพระธิดาให้เป็นคู่ครอง และแบ่งสมบัติให้กึ่งหนึ่ง นายพรานจึงขันอาศา ถ้ารักษาไม่ได้ก็จะยอมให้ประหารชีวิตเช่นเดิม
นายพรานได้ทูลขอให้ปลูกโรงพิธีใหญ่ กั้นม่าน 7 ชั้น ห้ามคนเข้าออก ครั้นพีธีพร้อมแล้ว ลูกพญานาดก็เข้ามาสูบลมออกจากท้องพระธิดา จนท้องแฟบลง พระธิดาจึงฟื้น พระราชาดีพระทัยมาก ประทานนางแก่นายพราน พร้อมสมบัติตามสัญญา
เมื่อพีธีเสกสมรสผ่านไป และนายพรานได้ครองเมืองแล้ว จึงได้สั่งให้คนไปคุมตัวชายหัวดำใจดำ เข้ามาในวังและทูลความจริงให้พระราชาทราบ และได้ขอประทานอนุญาติให้ประหารชายหัวดำใจดำเสีย หากปล่อยไว้จะสร้างความเดือดร้อนให้แก่ผู้อื่นอีก เพราะเลวยิ่งกว่าสัตว์ ส่วนายพราน และพระธิดาก็ได้ครองรักกัน มีความสุขสืบไปชั่วกาลนาน..

ข้อมูลจาก www.baanjomyut.com

     
  --สำนึกรักแผ่นดินเกิด--
www.nabia10.com